ไอเอสโอพัฒนามาตรฐานใหม่ “ที่นอนสำหรับเด็ก”

ดังเป็นที่ทราบกันดีว่าทารกและเด็กเล็กใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนอนหลับ สิ่งสำคัญนอกจากท่านอนที่เหมาะสมแล้ว ที่นอนสำหรับทารกและเด็กจะต้องมีความปลอดภัยด้วย  ทั้งนี้ กรมอนามัยได้เคยออกมาเตือนว่าเด็กทารกในวัยแรกเกิด–4 เดือน ถือเป็นวัยบอบบางที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตา  ตัวอย่างเช่น ทารกวัย 7-12 เดือน สามารถนอนได้ทุกท่าเพราะเด็กพลิกตัวได้เองแล้ว พ่อแม่จึงต้องสังเกตตัวเด็กและสภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่เสมอ เช่น บนที่นอนของเด็กต้องไม่มีอะไรที่จะมาปิดหน้าได้ระหว่างที่นอนหลับอยู่ โดยเฉพาะเด็กที่มีนิสัยชอบคว้าสิ่งของรอบตัว เป็นต้น

เป็นไปได้ที่อาจจะเกิดอันตรายจากการนอนของทารกและเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นท่านอนที่ไม่เหมาะสม หรือที่นอนที่ไม่ปลอดภัยซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เด็กอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้  ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่นอนของทารกและเด็กเล็กมีความปลอดภัยและมีคุณภาพดีซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการด้านสุขภาพของเด็กด้วย และเนื่องจากการค้าระหว่างประเทศสำหรับที่นอนเด็กมีมากขึ้น  ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานที่นอนเด็กซึ่งเป็นมาตรฐานสากลฉบับใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อทำให้มั่นใจในความสม่ำเสมอของความปลอดภัยและคุณภาพ

ISO 23767, Children’s furniture – Mattresses for cots and cribs – Safety requirements and test methods เป็นมาตรฐานที่ให้ข้อมูลอ้างอิงสำหรับผู้ผลิตเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยในตลาดสินค้าซึ่งครอบคลุมที่รองนอนและเบาะรองนอนหรือแผ่นรองที่นอนเสริม (ท็อปเปอร์) ที่ช่วยให้นุ่มสบายซึ่งใช้ในเตียงเด็ก เปล และเตียงเด็กแบบแขวน

เชงกวนลู หัวหน้าโครงการของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวบอกว่าขนาดที่ไม่ถูกต้องของที่นอนหรือวัสดุที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นอย่างมากต่อเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการค้าขายชิ้นส่วนต่างๆ ของที่นอนเด็กไปทั่วโลก

ทั้งนี้ ช่องว่างระหว่างที่นอนกับเปล ก็อาจเป็นอันตรายได้หากเด็กเกิดพลัดตกลงไปในช่องว่างนั้น  หรือวัสดุที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดไฟที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้เร็ว ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ได้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้  เนื่องจากจำนวนประชากรและการค้ารวมทั้งการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นสิ่งสำคัญที่อุตสาหกรรมต้องมีมาตรฐานที่ตกลงกันในระดับสากลสำหรับคุณภาพและวิธีการทดสอบ เพื่อที่จะขจัดความเสี่ยงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กๆ

ที่มา: 1. https://th.theasianparent.com/safe-sleep-position-for-babies
2.
https://www.iso.org/news/ref2707.html

 402 ผู้เข้าชมทั้งหมด