Search มาตรฐานและกฎระเบียบ
มาตรฐานและกฎระเบียบ
กฎหมาย Hazardous Substances Regulations 2015 ฉบับนี้ ออกความตาม กฎหมายแม่บท The European Communities Act 1972(a) หรือ The 1972 Act
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2018 คณะกรรมการธิการยุโรปได้มีมติเห็นชอบร่างปรับปรุงกฎระเบียบสารก่อมลพิษที่อยู่ถาวร หรือ Persistent Organic Pollutants (POPs) โดยประเด็นสำคัญของการปรับปรุงแก้ไข ได้แก่ การรายงานและการตรวจสอบให้ง่ายขึ้น มีความกระชับ และมีกระบวนการส่งต่อข้อมูลสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ (scientific support) แบบอัตโนมัติระหว่างประเทศสมาชิก
เป็นการประกาศแก้ไขขอบเขตและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารเคมีในเครื่องประดับภายใต้ Annex XVII ของกฎระเบียบ REACH
เป็นการประกาศแก้ไขขอบเขตและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารเคมีในเครื่องประดับภายใต้ Annex XVII ของกฎระเบียบ REACH
เป็นการประกาศแก้ไขขอบเขตและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารเคมีในเครื่องประดับภายใต้ Annex XVII ของกฎระเบียบ REACH หรือ Regulation (EC) No 1907/2006
เป็นการประกาศแก้ไขขอบเขตและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารเคมีในเครื่องประดับภายใต้ Annex XVII ของกฎระเบียบ REACH
กฎระเบียบฉบับนี้ไม่อนุญาตให้มีการวางจำหน่ายสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสุขภาพของผู้อุปโภคบริโภคอันเนื่องงมาจากสารเคมีอันตราย
หน่วยงานจัดการเคมีภัณฑ์ของสหภาพยุโรป (European Chemicals Agency: ECHA) ประกาศรายชื่อสาร SVHCs เพิ่มเติมจากเดิม 163 รายการ เป็น 168 รายการ เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic) สารที่มีพิษต่อระบบสืบพันธุ๋ (Toxic to Reproduction) สารพิษตกค้างยาวนาน (Persistent, Bioaccumulative and Toxic: PBT) และสารตกค้างยาวนานและสะสมในสิ่งมีชีวิต (Very Persistent and Vey Bioaccumulative: vPvB)
Annex XVII เป็นภาคผนวกแนบท้ายของกฎหมาย REACH ซึ่งเป็นรายการสารเคมีที่มีการจำกัดการใช้ และเงื่อนไขการจำกัดการใช้ต่างๆ ของสารเคมีประเภท Substance of Very High Concern (SVHC) คือ สารเคมีที่เข้าเกณฑ์ ดังนี้ (ตามมาตรา 57 ของกฎหมาย REACH ) ซึ่งมีการจำแนกออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ (1) CMR ประเภท 1 หรือ 2 ตาม Council Directive 67/548/EEC (2) PBT, vPvB ตามข้อกำหนดใน Annex XIII ตามกฎหมาย REACH (3) สารเคมีที่รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (4) สารอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเท่าเทียมกับที่กล่าวมา
REACH เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารเคมี ที่มุ่งเน้นการควบคุมและการจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบเดียวกัน (Single System) เนื่องจากสารเคมีเป็นวัตถุดิบของสินค้าทุกประเภท นับตั้งแต่อุตสาหกรรมพื้นฐานจนถึงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง จึงเปรียบได้ว่า อุตสาหกรรมเคมีเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ของอุตสาหกรรมอื่นๆ ดังนั้น หากกฎหมายว่าด้วยสารเคมีมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจเกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งหากสารเคมีตัวหนึ่งได้รับการจัดให้เป็นสารเคมีอันตราย สารเคมีดังกล่าวนั้น ก็อาจไม่สามารถใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้



