“ISO/IEC 17000 Series” รากฐานความเชื่อมั่นของระบบการประเมินความสอดคล้องโลก

Share
พรรณเพ็ญ วัยเจริญ

สำหรับโลกการค้าและการอุตสาหกรรมยุคใหม่  ความเชื่อมั่นคือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์และบริการสามารถข้ามพรมแดนไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลกได้ซึ่งชุดมาตรฐาน ISO/IEC 17000 (ISO/IEC 17000 Series) ได้กำหนดคำศัพท์และหลักการทั่วไปสำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองเพื่อให้มั่นใจว่าผลการทดสอบ การตรวจ และการรับรองนั้น มีความถูกต้อง แม่นยำ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ไอเอสโอได้พัฒนา ISO/IEC 17000 Series ขึ้นมาเพื่อเป็นกรอบสำคัญของระบบการประเมินความสอดคล้องในระดับสากลโดยครอบคลุมข้อกำหนดสำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทดสอบ ตรวจสอบ รับรอง และทวนสอบในรูปแบบต่างๆ ในขณะที่มาตรฐาน ISO/IEC 17000 ซึ่งเป็นมาตรฐานหลักด้านคำศัพท์และหลักการทั่วไปได้อธิบายแนวทางเชิงหน้าที่ (Functional Approach) ไว้ในภาคผนวก A โดยมองว่ากระบวนการประเมินความสอดคล้องประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การคัดเลือก (Selection) การกำหนดลักษณะ (Determination) การทบทวน (Review) และการรับรองผล (Attestation)

ขั้นตอนการคัดเลือก คือ การระบุว่าสิ่งใดจะได้รับการประเมินและใช้ข้อกำหนดใดเป็นเกณฑ์ ส่วนการกำหนดลักษณะ คือ การรวบรวมและประเมินหลักฐานผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการประเมินสมรรถนะ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการทบทวนเพื่อพิจารณาผลที่ได้ ก่อนสื่อสารผลการประเมินผ่านการรับรองผล เช่น การออกใบรับรองหรือคำแถลงความสอดคล้อง ทั้งนี้ มาตรฐาน ISO/IEC 17000 ยังระบุเพิ่มเติมว่าขั้นตอนเหล่านี้สามารถดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทและรูปแบบของแผนการประเมินความสอดคล้องที่นำมาใช้

จากรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า ISO/IEC 17000 Series กำลังมีการปรับปรุงข้อกำหนดและแนวโน้มการประยุกต์ใช้ที่สำคัญเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจ ดังต่อไปนี้

  1. ISO/IEC 17020 มาตรฐานสำหรับหน่วยตรวจ (Inspection Bodies) การปรับปรุงล่าสุดมุ่งเน้นไปที่การประยุกต์ใช้แนวคิด Risk-based Thinking ซึ่งบริหารจัดการบนพื้นฐานของความเสี่ยงในทุกกระบวนการตรวจ รวมถึงการเพิ่มความสำคัญต่อการควบคุมข้อมูลและสารสนเทศเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการดำเนินงานในยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงแนวทางด้านความเป็นกลางและสมรรถนะของหน่วยตรวจโดยปรับโครงสร้างการจำแนกประเภทความเป็นอิสระของหน่วยตรวจจากเดิมที่แบ่งเป็น Type A Type B และ Type C ให้เหลือเพียง Type A และ Type non-A เพื่อลดความคลุมเครือในการตีความ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการประยุกต์ใช้กับโครงสร้างองค์กรสมัยใหม่ในขณะที่ยังคงรักษาหลักความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของผลการตรวจประเมินไว้ในระดับสูง

  1. ISO/IEC 17024 มาตรฐานการรับรองสมรรถนะบุคคล (Certification of Persons) ในขณะที่ตลาดแรงงานและทักษะวิชาชีพมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวโน้มการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO/IEC 17024 ในปัจจุบันจึงเริ่มให้ความสำคัญกับกระบวนการประเมินสมรรถนะในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เช่น การสอบผ่านระบบทางไกล และการบริหารความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของการสอบออนไลน์ ขณะเดียวกัน องค์กรรับรองบุคลากรทั่วโลกยังเริ่มให้ความสำคัญกับสมรรถนะด้านดิจิทัลและเอไอมากขึ้นเนื่องจากสมรรถนะด้านนี้กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของตลาดแรงงานสากลซึ่งส่งผลให้ระบบการรับรองสมรรถนะบุคคลต้องมีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของทักษะแห่งอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
  2. ISO/IEC 17065 มาตรฐานการรับรองผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และบริการ ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มการประยุกต์ใช้ระบบการรับรองผลิตภัณฑ์ร่วมกับเทคโนโลยีด้าน supply chain traceability และ digital traceability มากขึ้น การเชื่อมโยงระบบการรับรองผลิตภัณฑ์เข้ากับห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อน และการตรวจสอบย้อนกลับในรูปแบบดิจิทัลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์มากขึ้น

การทำความเข้าใจและนำชุดมาตรฐาน ISO/IEC 17000 มาใช้อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยให้หน่วยตรวจสอบและรับรอง (CABs) ได้รับการยอมรับในระดับสากลผ่านข้อตกลงร่วม (MRA/MLA) เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการลดอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรด้วย

แนวโน้มใหม่ของการประเมินความสอดคล้องในยุคดิจิทัล
นอกเหนือจากการปรับปรุงข้อกำหนดของมาตรฐานแล้ว ระบบการประเมินความสอดคล้องทั่วโลกยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากเทคโนโลยีดิจิทัลและเศรษฐกิจข้อมูลซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทต่อกระบวนการตรวจ ประเมิน และรับรองมากยิ่งขึ้น CABs ในหลายประเทศจึงเริ่มปรับตัวสู่ระบบ Digital Trust ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลการรับรอง การออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Certificates) และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Machine-readable เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความโปร่งใส และลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงเอกสาร ขณะเดียวกัน แนวโน้มของการตรวจประเมินทางไกล (Remote Assessment) และการตรวจประเมินผสมผสาน (Hybrid Assessment) ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการดำเนินงานข้ามประเทศหรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจประเมิน ลดต้นทุนด้านเวลาและการเดินทาง และช่วยให้กระบวนการรับรองสามารถดำเนินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงหรือภาวะวิกฤต และประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความสนใจในระดับสากลคือการเชื่อมโยงระหว่างระบบการประเมินความสอดคล้องกับการกำกับดูแลเอไอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ไอเอสโอเผยแพร่มาตรฐาน ISO/IEC 42001 เมื่อปี 2566 (ค.ศ.2026) แล้ว หน่วยตรวจสอบรับรองทั่วโลกก็ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินระบบเอไอ ทั้งในด้านความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย รวมทั้งจริยธรรมของอัลกอริทึมซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญของ Conformity Assessment ในอนาคตอันใกล้นี้

หากท่านสนใจข้อมูลองค์ความรู้หรือการฝึกอบรมด้านมาตรฐานการตรวจสอบและรับรอง สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ฝ่ายบริการเทคนิค  โทรศัพท์ 026171723 – 36  Email: [email protected] ; [email protected]

 10,497 ผู้เข้าชมทั้งหมด