พรรณเพ็ญ วัยเจริญ
ปัจจุบัน แนวคิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงกระแสด้านสิ่งแวดล้อมสู่การเป็นเงื่อนไขเชิงกลยุทธ์ของการดำเนินธุรกิจในเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับภาคธุรกิจไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านจากการประกาศเป้าหมายไปสู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน Net Zero ให้เกิดผลจริง ต้องมีระบบการวัด รายงาน และทวนสอบที่น่าเชื่อถือซึ่งมาตรฐานสากลอย่างมาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้
ISO 14064-1: จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร
ISO 14064-1 เป็นมาตรฐานที่กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการคำนวณ (quantification)และรายงานการปล่อยและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร ครอบคลุมการปล่อยใน Scope 1 Scope 2 และ (ตามความเหมาะสม) Scope 3
มาตรฐานนี้เปรียบเสมือนระบบบัญชีคาร์บอนที่ช่วยให้องค์กรสามารถระบุแหล่งกำเนิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ จัดทำข้อมูลเชิงปริมาณที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนลดการปล่อยอย่างมีประสิทธิภาพ
เหตุผลที่ธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญ
- การบริหารความเสี่ยงและต้นทุน การทราบแหล่งปล่อยหลักช่วยให้ลดพลังงานและทรัพยากรได้ตรงจุด
- ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ สนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ที่นักลงทุนและสถาบันการเงินให้ความสำคัญ
- การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ รองรับแนวโน้มกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศทั้งในไทยและต่างประเทศ
“ISO 14064-2 และ ISO 14064-3” จากโครงการสู่ความน่าเชื่อถือ
ในชุดมาตรฐานเดียวกันนี้ ISO 14064-2 มุ่งเน้นการประเมินผลการลดหรือกำจัดก๊าซเรือนกระจกในระดับโครงการ เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน ส่วน ISO 14064-3 กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการทวนสอบ (verification) และการตรวจสอบความใช้ได้ (validation) โดยบุคคลที่สาม
กระบวนการทวนสอบนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่องค์กรรายงานมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับหลักสากล
ISO 14067 การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในระดับผลิตภัณฑ์
ISO 14067 เป็นมาตรฐานที่ใช้สำหรับการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products: CFP)” โดยพิจารณาตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน จนถึงการจัดการหลังการใช้งาน
ความสำคัญต่อธุรกิจไทย
- การเข้าถึงตลาดสากล แม้มาตรการอย่าง CBAM ของสหภาพยุโรปไม่ได้บังคับใช้ ISO 14067 โดยตรง แต่การมีข้อมูล CFP ที่จัดทำตามมาตรฐานสากลจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดเตรียมข้อมูล “embedded emissions” ได้อย่างเป็นระบบ
- ความได้เปรียบทางการแข่งขัน การสื่อสารข้อมูลคาร์บอนของสินค้า ช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคและคู่ค้าที่ยึดหลักความยั่งยืน
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่วยระบุจุดที่ควรปรับปรุงในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“การทำงานร่วมกัน” จากข้อมูลระดับองค์กรสู่ระดับผลิตภัณฑ์
การนำ ISO 14064 และ ISO 14067 มาใช้ร่วมกัน ช่วยให้องค์กรเห็นภาพทั้งระดับมหภาค และระดับจุลภาค กล่าวคือ ISO 14064 ทำให้องค์กรเข้าใจภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วน ISO 14067 ช่วยเจาะลึกว่าผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใดเป็นแหล่งปล่อยหลัก
ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันนี้จะนำไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศ (Eco-design) การปรับปรุงกระบวนการผลิต การกำหนดเป้าหมายลดคาร์บอนที่สอดคล้องกับธุรกิจ
Net Zero จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว มาตรฐาน ISO 14064 และ ISO 14067 มีบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่ช่วยให้องค์กรวัดผลได้จริงโดยแปลงแนวคิดสู่ตัวเลขที่ตรวจสอบได้
สื่อสารได้อย่างน่าเชื่อถือผ่านกระบวนการทวนสอบตามหลักสากล และขับเคลื่อนการลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบโดยเชื่อมโยงระดับองค์กรและผลิตภัณฑ์
องค์กรที่สนใจขอรับบริการทวนสอบตามมาตรฐานดังกล่าวเพื่อวางรากฐานให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายทวนสอบด้านความยั่งยืน Email: [email protected] โทรศัพท์ 02-617-1727
ที่มา:
1. https://www.masci.or.th/service/iso-14064-1-greenhouse-gases-part-1/
2. https://www.masci.or.th/service/iso-14067-iso-14067/
499,183 ผู้เข้าชมทั้งหมด







