ความจำเป็นของมาตรฐานสากลกับการขยายขนาดเศรษฐกิจหมุนเวียน

Share
พรรณเพ็ญ  วัยเจริญ

เมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกนำโดยโยฮัน ร็อคสตรอม (Johan Rockström) จาก Stockholm Resilience Centre ได้นำเสนอกรอบแนวคิดใหม่ที่พลิกโฉมวาทกรรมด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกซึ่งก็คือ ขอบเขตดาวเคราะห์ทั้ง 9 (Nine Planetary Boundaries) อันเป็นกรอบแนวคิดที่กำหนดขอบเขตความปลอดภัยของโลกที่มนุษย์สามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันซึ่งจากการประเมินผลในปี 2556 (ค.ศ.2023) เป็นที่น่าตกใจว่ามนุษย์เราได้ก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตนั้นแล้วถึง 6 ขอบเขต

ขอบเขต 6 ขอบเขตที่มนุษย์เราได้รุกล้ำเข้าไปแล้ว ได้แก่ 1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ  3) การใช้น้ำจืด  4)  การเปลี่ยนแปลงระบบที่ดิน การเปลี่ยนแปลงของป่า ทุ่งหญ้า และพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อการใช้งานของมนุษย์ 5) การไหลเวียนของชีวเคมี การรบกวนวัฏจักรไนโตรเจนและฟอสฟอรัสทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ปุ๋ย 6) ปัจจัยใหม่ การปล่อยสารเคมีและสารชีวภาพใหม่ๆ สู่สิ่งแวดล้อม เช่น สารมลพิษ และไมโครพลาสติก

อีก 3 ขอบเขตที่เหลือซึ่งมนุษย์เรายังไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไป คือ 1) การสูญเสียโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ การบางลงของชั้นโอโซนซึ่งทำหน้าที่กรองรังสียูวีที่เป็นอันตราย 2) ภาวะเป็นกรดในมหาสมุทร การเพิ่มขึ้นของความเป็นกรดในมหาสมุทรของโลกอันเนื่องมาจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ 3) ปริมาณละอองลอยในชั้นบรรยากาศ อนุภาคขนาดเล็กในชั้นบรรยากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสภาพภูมิอากาศ

ตัวเลขทางวิชาการที่กล่าวมานั้นไม่ใช่เรื่องที่ห่างไกลตัวเรา แต่เป็นระบบธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่หายใจ น้ำที่ดื่ม หรือระบบนิเวศที่เราต้องพึ่งพาซึ่งอาจจะล่มสลายได้ ทุกวันนี้ เราพบไมโครพลาสติกในกระแสเลือด พบสารเคมีอันตรายในแหล่งน้ำ หากไม่เร่งแก้ไข วิกฤตสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ต้นตอของปัญหาคือรูปแบบเศรษฐกิจเส้นตรงที่ดึงทรัพยากรจากแหล่งกำเนิดมาผ่านกระบวนการผลิตให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ และสุดท้ายเมื่อหมดประโยชน์แล้วก็กำจัดทิ้งไป (Take-Make-Dispose) สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดของเสียเร็วเกินกว่าที่โลกของเราจะแบกรับเอาไว้ได้ แต่วิกฤตเดียวกันนี้เองก็กำลังกระตุ้นนวัตกรรม ตั้งแต่วัสดุหมุนเวียนไปจนถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาตามธรรมชาติซึ่งโลกเรามีความรู้ เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานและดึงโลกกลับมาจากจุดวิกฤตได้

ความท้าทายคือการบูรณาการ
ในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การขาดนวัตกรรม แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติในวงกว้างเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนกลายเป็นกระแสหลักทั่วโลก ดังนั้น เราจึงต้องปรับนโยบาย รูปแบบธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคให้สอดคล้องกันโดยยึดมาตรฐานสากลและความรับผิดชอบร่วมกันในระยะยาว

เราเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวที่ที่เป็นรูปธรรมบ้างแล้ว เช่น เปรูได้เริ่มสนับสนุนนวัตกรรมหมุนเวียนและการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม ฝรั่งเศสผ่านกฎหมายเก็บภาษีและห้ามโฆษณาแฟชั่นสุดเร็ว (เสื้อผ้าตามกระแส เน้นผลิตเร็ว ราคาถูก หรือ Fast Fashion) เพื่อควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขยะสิ่งทอที่เพิ่มขึ้น  และสหภาพยุโรปกำหนดให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกบางประเภทต้องมีวัสดุรีไซเคิล 25% และนำผลิตภัณฑ์ดิจิทัลมาเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือการขยายผลในระดับสากลโดยไม่ลดทอนความมุ่งมั่น และเนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ลำดับความสำคัญทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และระดับการพัฒนา จึงทำให้การหาข้อตกลงร่วมกันเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องวางแผนระยะยาว หากขาดการประสานงาน แม้โครงการที่ประสบความสำเร็จก็อาจสูญหายก่อนที่จะได้มีโอกาสแพร่ขยายต่อไป

พลังของมาตรฐานสากล
เสาหลัก 3 ด้านของ CE คือ รัฐบาล ภาคอุตสาหกรรม และประชาชน รัฐบาลต้องสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลโดยไม่ปิดกั้นธุรกิจหรือกระทบเศรษฐกิจและประชาชน แต่ผลก็มักจะเอนเอียงไปที่การรักษาผลประโยชน์อุตสาหกรรมเป็นหลัก

มาตรฐานสากลคือกุญแจสำคัญในการสร้างฉันทามติระดับโลก มาตรฐานสร้างภาษาร่วม เป้าหมายร่วม และรากฐานมั่นคงสำหรับความก้าวหน้า ช่วยให้บริษัทออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซ่อมแซมได้ และรีไซเคิลได้ ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการเลือกสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ มาตรฐานสากลเปิดทางให้เกิดความร่วมมือระหว่างพันธมิตรทางเศรษฐกิจซึ่งจำเป็นต่อการขยายผลทั่วโลก

คาทเธอรีน เชอโวเช่ (Catherine Chevauché) ในฐานะประธานคณะกรรมการวิชาการว่าด้วยเรื่อง CE ของไอเอสโอ (ISO/TC 323) ได้สร้างความร่วมมืออย่างมุ่งมั่นโดยมีประเทศต่างๆ 104 ประเทศร่วมกันทำงานเพื่อพัฒนามาตรฐานสากล และในเดือนตุลาคมปี 2568 (ค.ศ.2025)  เธอก็ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ คือ Lawrence D.Eicher Leadership จากไอเอสโอในฐานะผู้นำของคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งเป็นงานบุกเบิกที่ล้ำสมัยและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก

คณะกรรมการวิชาการดังกล่าวได้ร่วมกับมูลนิธิเอลเลน แมคอาเธอร์ (Ellen MacArthur Foundation) และสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Business Council for Sustainable Development)  เพื่อทำงานร่วมกัน เช่น กำหนดคำศัพท์หลัก เช่น  “ปฏิเสธ” (refuse)  “ลด” (reduce) และ “รีไซเคิล” (recycle)  สร้างระบบรวบรวมข้อมูลที่สอดคล้อง และพัฒนาตัวชี้วัดเพื่อวัดความก้าวหน้า รากฐานร่วมกันเหล่านี้ทำให้นวัตกรรมระดับประเทศและระดับภูมิภาคสามารถเชื่อมโยง ขยายผล และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเราได้ แต่เราต้องเร่งก้าวให้เร็วขึ้น

จากรายงาน Circularity Gap ปี 2025 แม้จะมีความคืบหน้า แต่โลกของเรายังมีเศรษฐกิจหมุนเวียนเพียง 6.9% เท่านั้น หมายความว่าเราต้องเร่งความเร็วในเรื่องนี้ให้มากขึ้นซึ่งหมายถึงการบูรณาการเศรษฐกิจหมุนเวียนในทุกด้านของนโยบาย ไม่ใช่แค่การจัดการขยะ แต่ยังรวมถึงกลยุทธ์อุตสาหกรรม การค้า การวางผังเมือง และการเงินด้วย

ท่านสามารถศึกษาข้อมูลองค์ความรู้หรืออรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร ติดต่อได้ที่สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ฝ่ายรับรองระบบ โทรศัพท์ 026171723 – 36  Email: [email protected]

 1,549 ผู้เข้าชมทั้งหมด