พรรณเพ็ญ วัยเจริญ
ในอดีต เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนนขึ้น “ความผิดพลาดของคนขับ” มักถูกมองว่าเป็นสาเหตุหลัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มุมมองดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ “มุมมองเชิงระบบ” (Systemic View) ซึ่งตระหนักว่าความปลอดภัยทางถนนเป็นผลลัพธ์ของปัจจัยหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน ทั้งพฤติกรรมมนุษย์ ยานพาหนะ โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Vision Zero ที่มุ่งลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือศูนย์ซึ่งเริ่มจากประเทศสวีเดนเมื่อปี (ค.ศ.1997) โดยเน้นบทบาทของผู้ออกแบบระบบและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้บริบทนี้ มาตรฐาน ISO 39001, RTS Management Systems จึงทำหน้าที่เป็นกรอบระบบบริหารที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบ วัดผลได้ และต่อเนื่อง
- จากความรับผิดชอบของบุคคลสู่ความรับผิดชอบขององค์กร หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ ISO 39001 คือการขยายมุมมองความรับผิดชอบจาก “ผู้ขับขี่” ไปสู่องค์กรในฐานะผู้มีบทบาทในการควบคุมหรือมีอิทธิพลต่อระบบจราจร (control and influence) โดยองค์กรต้องพิจารณาความปลอดภัยทางถนนในขอบเขตที่กว้างขึ้น ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เช่น บุคคลที่สามอย่างคนเดินถนน หรือผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่น คู่ค้าและผู้ให้บริการ เช่น ผู้รับจ้างขนส่งหรือซัพพลายเออร์ และลูกค้าที่ต้องเดินทางเพื่อเข้าถึงสินค้าและบริการ การมองในลักษณะนี้ช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการประเด็นความปลอดภัยทางถนนเข้ากับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน อีกทั้งยังสะท้อนผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนซึ่งเริ่มได้รับความสนใจจากภาคการเงินและนักลงทุนมากขึ้น
- โครงสร้างมาตรฐานที่เชื่อมโยงและบูรณาการได้ สำหรับองค์กรที่มีประสบการณ์กับ ISO 9001 หรือ ISO 14001 อยู่แล้ว การนำ ISO 39001มาประยุกต์ใช้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากใช้โครงสร้างระดับสูง (High-Level Structure: HLS) ร่วมกัน และยึดหลักวงจรการบริหารแบบ PDCA (Plan-Do-Check-Act) ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Context of the Organization การวิเคราะห์กิจกรรมขององค์กรที่มีปฏิสัมพันธ์กับระบบจราจร รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้อง Leadership ความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงในการกำหนดนโยบายและทิศทาง โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส และ Planning การกำหนดวัตถุประสงค์ ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงาน โดยครอบคลุมทั้งความเสี่ยงและโอกาสในการปรับปรุง โครงสร้างนี้ช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการระบบบริหารความปลอดภัยทางถนนเข้ากับระบบเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรม
- การจัดการความเสี่ยงผ่านปัจจัยประสิทธิภาพที่อิงตามหลักฐาน ISO 39001 ให้ความสำคัญกับการจัดการ “ปัจจัยประสิทธิภาพระหว่างทาง” (Intermediate Performance Factors: IPFs) ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับว่ามีผลต่อการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บสาหัส ตัวอย่างของปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ ความเร็วที่ปลอดภัย การกำหนดความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและการใช้งาน ความปลอดภัยของยานพาหนะ การเลือกใช้ยานพาหนะที่มีระบบความปลอดภัยชั้นสูงที่ช่วยเหลือผู้ขับขี่ เช่น ADAS (Advanced Driver-Assistance Systems) หรือผ่านการประเมินตามมาตรฐานสากล ความพร้อมของผู้ขับขี่ การจัดการความเหนื่อยล้า การใช้สารเสพติด และแอลกอฮอล์ และการวางแผนการเดินทาง การเลือกเส้นทางและช่วงเวลาที่ช่วยลดความเสี่ยง แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหา “หลังเกิดเหตุ” ไปสู่การควบคุมปัจจัยเสี่ยง “ก่อนเกิดเหตุ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- “เทคโนโลยี” เครื่องมือสนับสนุนการบริหารจัดการเชิงรุก แม้ว่า ISO 39001 จะไม่ได้กำหนดให้ต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะเจาะจง แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น ระบบติดตามยานพาหนะแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ และการควบคุมความเร็วผ่านระบบรั้วเสมือนจริง (Geofencing/Virtual Fence) ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถเฝ้าระวังและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างต่อเนื่อง ลดการพึ่งพาการตรวจสอบย้อนหลัง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่าองค์กรมีการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบและโปร่งใส
ตัวอย่างการนำ ISO 39001 ไปใช้จริงในระดับองค์กร
มีบริษัทหลายแห่งได้นำมาตรฐาน ISO 39001 ไปปรับใช้ในองค์กร เช่น UPS หนึ่งในองค์กรที่นำแนวคิดการจัดการความปลอดภัยทางถนนเชิงระบบมาใช้ก่อนที่จะมีการเผยแพร่มาตรฐาน ISO 39001 และมีแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการของมาตรฐานอย่างชัดเจน เช่น การใช้ระบบเทเลเมติกส์ที่รวมโทรคมนาคมและสารสนเทศเข้าด้วยกันเพื่อส่งข้อมูลการใช้งานยานพาหนะแบบเรียลไทม์ การออกแบบเส้นทางเพื่อลดความเสี่ยง เช่น ลดการเลี้ยวซ้ายในประเทศที่ขับรถชิดขวา และพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมพนักงานขับรถอย่างเข้มข้น ทำให้ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีนัยสำคัญ ลดต้นทุนด้านความเสียหายและประกันภัย และเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากล ส่วน DB Schenker ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลกก็ได้นำมาตรฐาน ISO 39001 ไปใช้ในหลายประเทศเช่นกันเพื่อยกระดับความปลอดภัยของการขนส่งตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานโดยมีแนวทางสำคัญคือ การกำหนดนโยบายความปลอดภัยที่ครอบคลุมทั้งพนักงานและผู้รับเหมาขนส่ง การใช้ตัวชี้วัดด้าน IPFsเช่น ความเร็ว การพักผ่อน และสภาพรถ และการบูรณาการระบบเข้ากับมาตรฐานอื่น เช่น ISO 9001 และ ISO 14001 ทำให้ลดอุบัติเหตุในงานขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารความเสี่ยง และเสริมความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่
องค์กรที่สนใจองค์ความรู้หรือบริการด้านการรับรองระบบการจัดการความปลอดภัยการจราจรทางถนนเพื่อก้าวเป็นผู้นำปลอดภัยบนท้องถนนด้วยมุมมองเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายรับรองระบบ โทรศัพท์ 026171723 – 36 หรือ Email: [email protected]
ที่มา: https://research.chalmers.se/publication/535990/file/535990_Fulltext.pdf
3,630 ผู้เข้าชมทั้งหมด







