พรรณเพ็ญ วัยเจริญ
อุบัติเหตุทางถนนเป็นหนึ่งในความท้าทายที่รุนแรงและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกอย่างมหาศาล ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนน การแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืนไม่ได้อาศัยเพียงแค่การรณรงค์เป็นครั้งคราวหรือการพึ่งพาจิตสำนึกส่วนบุคคลเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีการวางระบบการบริหารจัดการที่มีโครงสร้างชัดเจน ได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับสากล และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงซึ่งคำตอบนั้นอยู่ในมาตรฐาน ISO 39001 (Road traffic safety (RTS) management systems) หรือมาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยการจราจรบนท้องถนนนั่นเอง
แนวคิดพื้นฐานจาก “ความผิดพลาด” สู่ “ระบบที่ปลอดภัย” (Safe System Approach)
หัวใจสำคัญของมาตรฐาน ISO 39001 ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่การโทษพฤติกรรมของผู้ขับขี่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำแนวคิด “Safe System Approach” (ระบบที่ปลอดภัย) มาประยุกต์ใช้
แนวคิดนี้ยอมรับธรรมชาติของมนุษย์ว่า “มนุษย์สามารถเกิดความผิดพลาดได้” (Human Error) แต่ระบบการจราจรและการบริหารจัดการขององค์กรจะต้องได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความผิดพลาดนั้นโดยไม่ให้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัสหรือการเสียชีวิต มาตรฐานนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร บริษัทที่มีพนักงานต้องเดินทาง หรือหน่วยงานที่ออกแบบและดูแลโครงสร้างพื้นฐานทางถนน
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนความปลอดภัย
การนำมาตรฐาน ISO 39001ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความปลอดภัยทางถนนโดยตรง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติสำคัญ ดังนี้
- มิติด้านบุคคล (Human Factors) การประเมินความพร้อมและสมรรถภาพของผู้ขับขี่ (Fitness of drivers) เช่น การจัดการความเหนื่อยล้า (Fatigue) การป้องกันการเสียสมาธิระหว่างขับขี่ (Distraction) และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด รวมทั้งการส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลอย่างถูกต้อง เช่น เข็มขัดนิรภัย และหมวกกันน็อก
- มิติด้านยานพาหนะและการเดินทาง (Vehicle & Journey Factors) มีการเลือกใช้ยานพาหนะที่เหมาะสมกับประเภทของงานและสภาพเส้นทาง พร้อมระบบบำรุงรักษาเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพ มีการวางแผนการเดินทางอย่างปลอดภัย (Safe journey planning) ตั้งแต่การประเมินความจำเป็นในการเดินทาง การเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด และการหลีกเลี่ยงช่วงเวลาหรือสภาพอากาศที่มีความเสี่ยงสูง
- มิติด้านโครงสร้างพื้นฐานและการตอบสนอง (Infrastructure & Response) มีการให้ความสำคัญกับความเร็วที่ปลอดภัย (Safe speed) และการคำนึงถึงผู้ใช้ถนนกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable road users) เช่น คนเดินเท้าและผู้ใช้จักรยาน และมีการเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน (Emergency preparedness and response) เพื่อบรรเทาความรุนแรงและช่วยชีวิตได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
วงจร PDCA กับกลไกสู่การพัฒนาความปลอดภัยที่ต่อเนื่อง
การขับเคลื่อน ISO 39001 ใช้วงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1. Plan (วางแผน) ผู้นำองค์กรต้องแสดงความมุ่งมั่นโดยการกำหนดนโยบายความปลอดภัยทางถนน (RTS Policy) ที่ชัดเจน วิเคราะห์บริบทและความเสี่ยงขององค์กร พร้อมตั้งเป้าหมาย (RTS Objectives) และแผนดำเนินงานที่วัดผลได้ 2. Do (ปฏิบัติ) นำแผนงานไปสู่การปฏิบัติจริง จัดสรรทรัพยากร พัฒนาองค์ความรู้และสมรรถนะของบุคลากร และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) ให้เกิดขึ้นในองค์กร 3.Check (ตรวจสอบ) การเฝ้าระวัง การสืบสวนและวิเคราะห์อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near-miss) อย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหารากเหง้าของปัญหา (Root Cause) ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด แต่เพื่ออุดช่องว่างของระบบ และ 4. Act (ปรับปรุง) นำผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะมาทำการแก้ไขและป้องกัน (Corrective & Preventive Action) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ลงทุนใน ISO 39001 เพื่อลดอุบัติเหตุและต้นทุนแฝงขององค์กร
การลงทุนและการนำมาตรฐาน ISO 39001 มาใช้อย่างจริงจัง ไม่เพียงแต่จะช่วยลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการสูญเสียชีวิตของบุคลากรลงได้อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนแฝงจากความเสียหายของทรัพย์สินและค่าประกันภัยด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดถึง “ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร” (Corporate Social Responsibility) ในการร่วมสร้างระบบนิเวศการจราจรบนท้องถนนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน
ผู้สนใจองค์ความรู้หรือบริการด้านการรับรองระบบการจัดการความปลอดภัยการจราจรทางถนน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายรับรองระบบ โทรศัพท์ 026171723 – 36 หรือ Email: [email protected]
ที่มา: https://www.iso.org/standard/44958.html
35 ผู้เข้าชมทั้งหมด







