พรรณเพ็ญ วัยเจริญ
ปัจจุบัน สำหรับรัฐบาลท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้มีเพียงแค่สภาพอากาศสุดขั้วเท่านั้น แต่รวมไปถึงผลกระทบที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง ระบบสาธารณสุข หรือระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับความต้องการของประชาชนในสภาวะที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาซึ่งทำให้มีต้นทุนการบำรุงรักษาที่สูงขึ้น
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้พัฒนาเอกสารข้อกำหนดทางเทคนิควิชาการ ISO/TS 14092 ขึ้นมาเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) เพื่อให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ และในปี 2569 (ค.ศ.2026) ไอเอสโอก็ได้พัฒนาเอกสารดังกล่าวเป็นมาตรฐานสากลเพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับความเสี่ยงทางกายภาพที่เกิดขี้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น ตลอดจนมีกรอบโครงสร้างที่จำเป็นสำหรับหน่วยงานท้องถิ่นในการแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือทางการเงินและความเป็นไปได้ของโครงการด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับผู้ให้เงินทุนด้วย
มาตรฐาน ISO 14092 คืออะไร
มาตรฐาน ISO 14092, Adaptation to Climate Change — Requirements and guidance on adaptation planning for local governments and communities เป็นมาตรฐานที่รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนสามารถนำไปใช้ในการวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้จริงอย่างครบวงจรโดยครอบคลุมเสาหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1) การกำกับดูแลและรับผิดชอบซึ่งกำหนดอย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งนำชุมชนและผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทาง การประเมินควาเมสี่ยงโดยใช้ข้อมูลจัดลำดับคสามเร่งด่วนของภัยคุกคาม เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง การกัดเซาะชายฝั่ง การนำไปปฏิบัติซึ่งปรากฏอยู่ในภาคผนวก D ใหม่ที่ทำให้การออกแบบและการดำเนินการปรับตัวสามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรม และการปรับปรุงอย่างเนื่องเนื่องซึ่งมีการติดตามและพัฒนาแผนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทำไมผู้นำท้องถิ่นควรนำมาตรฐาน ISO 14092 ไปใช้
1. ช่วยอำนวยความสะดวกการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเข้าถึงเงินทุนด้านการปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือระดับประเทศ ระบบการจำแนกประเภทกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU Taxonomy) หรือระเบียบข้อบังคับของอียูที่บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่และบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจใน EU ต้องเปิดเผยข้อมูล ESG อย่างละเอียดและโปร่งใส (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) ล้วนแล้วแต่ต้องการการกำกับดูแลที่โปร่งใสและการประเมินความเสี่ยงที่ชัดเจนซึ่งมาตรฐาน ISO 14092 ถือเป็นด่านสำคัญที่ช่วยเปิดประตู่สู่แหล่งเงินทุนเหล่านั้น
2. ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างวิสัยทัศน์กับการปฏิบัติ เมืองจำนวนไม่น้อยมีการวางแผนความยั่งยืนที่ดีแต่ยังขาดวิธีการที่ชัดเจนซึ่งภาคผนวก D ของมาตรฐาน ISO 14092 ฉบับปี 2569 (ค.ศ.2026) ช่วยเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวโดยการเชื่อมโยงการรับรู้ความเสี่ยงให้เข้ากับการสร้างความยืดหยุ่นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
3. ครอบคลุมทุกภาคส่วนในระบบนิเวศท้องถิ่น แม้ว่ามาตรฐาน ISO 14092 จะได้รับการออกแบบมาสำหรับรัฐบาลท้องถิ่น แต่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกองค์กรที่มีการจัดการโครงสร้างพื้นฐานตามพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมเนื่องจากทำให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ภาษาและกรอบการทำงานเดียวกัน
การบูรณาการมาตรฐาน ISO 14092 กับชุดมาตรฐานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การพัฒนา ISO 14092 นี้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถบูรณาการกับมาตรฐานอื่นๆ ในชุดมาตรฐานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ISO 14090 ซึ่งเป็นกรอบทั่วไปสำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ISO 14091 ซึ่งเป็นแนวทางการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ ISO 14093 ซึ่งเป็นกรอบการทำงานสำหรับกลไกระดับประเทศในการส่งต่อเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศไปยังหน่วยงานท้องถิ่น โดยใช้เงินช่วยเหลือแบบอิงผลการปฏิบัติงาน (Performance-Based Climate Resilience Grants: PBCRGs) เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเพิ่มความยืดหยุ่นในระดับท้องถิ่น เนื่องจากเป็นกลไกทางการเงินที่ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่น ผู้ให้ทุน และองค์กรที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนและบริหารจัดการเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีสและ SDGs
ท่านที่สนใจองค์ความรู้หรือบริการเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือการบริหารโครงการ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โทรศัพท์ 026171723 – 36 หรือ Email: [email protected]
885 ผู้เข้าชมทั้งหมด







