“การเปลี่ยนผ่านจากเส้นตรงสู่ระบบหมุนเวียน” บทบาทใหม่ของโรงงานรีไซเคิลและกำจัดของเสียในเศรษฐกิจหมุนเวียน

Share
ดร.ชวาธิป จินดาวิจักษณ์

แม้ว่าโรงงานรีไซเคิลและกำจัดของเสียจะมองตนเองว่าเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขามีหน้าที่จัดการทรัพยากรเหลือใช้จากภาคการผลิตหรือการบริโภค อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงกลับสะท้อนว่าบทบาทของโรงงานเหล่านี้ยังคงดำเนินไปในแนวทาง Linear Economy มากกว่าหมุนเวียนอย่างแท้จริง  กล่าวคือ กระบวนการของโรงงาน มีการรับของเสีย แปรรูปหรือกำจัด แล้วส่งออกไปนอกระบบโดยไม่สามารถติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้น และไม่สามารถนำวัสดุกลับมาใช้ในระบบการผลิตเดิมได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง “Loop ที่ยังเปิดอยู่” ทั้งในด้านวัตถุ ข้อมูล และคุณค่า

การเปลี่ยนผ่านจากโรงงานจัดการของเสียในฐานะ “ผู้รับปลายทาง” สู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงระบบ” ที่มีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่าในเศรษฐกิจหมุนเวียนจำเป็นต้องอาศัยการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ที่ไม่เพียงแค่ให้บริการรับขยะ แต่ต้องเชื่อมโยงและมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักการออกแบบเพื่อการรีไซเคิลและการหมุนเวียน (Design for Recycling and Circularity)  การร่วมพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และหนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport: DPP)  การเจรจาร่วมกันในกลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ขยายออกไป (Extended Producer Responsibility: EPR)  หรือแม้กระทั่งการสร้างตลาดรองใหม่ให้กับวัสดุรีไซเคิล (secondary market) ที่สามารถแข่งขันกับวัตถุดิบใหม่ (virgin materials) ได้อย่างโปร่งใสและยั่งยืน

ในงานวิจัยระดับนานาชาติของ Reis et al. (2023) ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า“ผู้จัดการของเสียไม่อาจถือว่าเป็นผู้สนับสนุน Circular Economy ได้หากไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลย้อนกลับได้ว่าวัสดุที่จัดการแล้วจะกลับเข้าสู่ระบบอย่างไร” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องให้ความสำคัญต่อ “ข้อมูลและความโปร่งใส” มากกว่าการนำเสนอเฉพาะปริมาณการรีไซเคิลที่เกิดขึ้นเท่านั้น หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ หนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัลซึ่งกำลังได้รับการพัฒนาในหลายประเทศ และภูมิภาค เช่น สหภาพยุโรป เพื่อรองรับนโยบาย Green Deal โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการสามารถระบุข้อมูลวัสดุ องค์ประกอบทางเคมี วิธีการจัดการหลังใช้งาน และความสามารถในการนำกลับมาใช้ซ้ำได้ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น  สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้ยังไม่แพร่หลายแต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมโลหะหรืออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีห่วงโซ่ที่ซับซ้อนและมีความจำเป็นในการตรวจสอบย้อนกลับอย่างละเอียด

ในเชิงกลยุทธ์ โรงงานกำจัดของเสียจะต้องสร้าง “ความร่วมมือแบบย้อนกลับ” (Reverse Collaboration) กับผู้ผลิตต้นน้ำและลูกค้าปลายน้ำมากขึ้น ไม่ใช่เพียงรอรับของเสีย แต่ต้องเข้าไปมีบทบาทในการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัสดุ การแยกวัสดุในขั้นตอน pre-sorting และการคืนวัสดุเข้าสู่การผลิตในรูปแบบที่ตรงตามความต้องการของโรงงานต้นน้ำ เช่น โรงงานเหล็กหรือโรงหลอมที่ต้องการองค์ประกอบโลหะเฉพาะเจาะจง

นอกจากนั้น Bridgens et al. (2018) ยังเสนอด้วยว่ากระบวนการรีไซเคิลหรือ upcycling ที่ประสบความสำเร็จไม่สามารถดำเนินการโดยภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างชุมชน อุตสาหกรรม และผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงของ “วัสดุ-คน-สถานที่” ให้เป็นวงจรที่ยั่งยืน

นอกจากความร่วมมือแล้ว การมีตัวชี้วัดหมุนเวียน (Circular Indicators) ที่ชัดเจน เช่น Circular Material Use Rate (CMUR), Material Retention Time, Reverse Collaboration Index หรือ Traceable Recovery Rate ก็เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนที่โปร่งใสและวัดผลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มสงสัยว่าอุตสาหกรรม “green” หรือ “circular” เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ (Stoyanova, 2019) เท่านั้น ดังนั้น  โรงงานที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากระบบเส้นตรงสู่ระบบหมุนเวียนจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “จัดการขยะ” มาเป็นการ “บริหารทรัพยากรที่เหลือใช้และดูแลวงจร” (resource stewardship) และมองของเสียว่าเป็นวัตถุดิบรุ่นต่อไป ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องกำจัด การเปลี่ยนแปลงนี้อาจดูยากในเชิงการดำเนินงาน แต่สามารถขับเคลื่อนได้หากมีการสนับสนุนจากภาครัฐ

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านของโรงงานรีไซเคิลและกำจัดของเสียสู่ Circular Economy จะไม่สำเร็จหากไม่สามารถสร้างคุณค่าร่วม (shared value) กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การคืนรายได้จากของเหลือใช้ หรือการร่วมออกแบบนโยบายกับชุมชน ซึ่ง Ede (2021) ได้เน้นว่า“การหมุนเวียนที่ปราศจากการสร้างคุณค่าร่วมเป็นแค่การเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเท่านั้นแต่ไม่ใช่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนผ่านนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากสามารถดำเนินการได้อย่างมีแบบแผน มีความร่วมมือและมีระบบข้อมูลที่โปร่งใสก็จะเป็นการเปิดบทบาทใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไทยในการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:
1. Bridgens, B., Powell, M., Farmer, G., Walsh, C., Reed, E., Royapoor, M., … & Heidrich, O. (2018). Creative upcycling: Reconnecting people, materials and place through making. Journal of Cleaner Production, 189, 145–154.
2. Ede, S. (2021). Making Room for the Community-Based Circular Economy. In Cosmolocal Reader.
3. Omar, H. (2017). Sustainable industrial community. Journal of Environmental Protection
4. Reis, W. F., Barreto, C. G., & Capelari, M. G. M. (2023). Circular economy and solid waste management: Connections from a bibliometric analysis. Sustainability, 15(22), 15715
5. Stoyanova, T. (2019). CSR strategies applied in terms of circular economy. Economic Alternatives, 2,
263–274.
6. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่. (2566). แนวทางการประเมินศักยภาพการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (CEPAS).

 1,035 ผู้เข้าชมทั้งหมด