จากแนวคิดของ Circular CSR Model สู่การสร้างตัวชี้วัดให้ประสบความสำเร็จ

Share
ดร.ชวาธิป จินดาวิจักษณ์

จากบทความในครั้งที่แล้ว เรื่อง “ทรัพยากรอันทรงคุณค่าที่สร้างมูลค่าใหม่ให้สังคม” ได้กล่าวถึงกรอบการทำงานของ Circular CSR  ซึ่งเป็นแนวคิดการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมให้เป็นทรัพยากรสำหรับชุมชนโดยสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับฐานรากผ่านความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยมีหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ การเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้เป็นทรัพยากรทางสังคมที่สร้างมูลค่าใหม่ และการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต้นน้ำกับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการจัดการ material flow อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกล่าวถึงองค์ประกอบของกรอบการทำงานของ Circular CSR 4 ข้อ คือ ทรัพยากรหมุนเวียนด้านอุตสาหกรรม  การพัฒนาวิสาหกิจด้านการหมุนเวียนให้กับชุมชน  แพลตฟอร์มเศรษฐกิจหมุนเวียนร่วมกัน  และธรรมภิบาลระบบนิเวศ CSR หมุนเวียน

สำหรับบทความในครั้งนี้ จะกล่าวถึงเรื่องของแนวคิด Circular CSR Model ซึ่งได้เคยกล่าวไว้บ้างแล้วในบทความเรื่อง “ทรัพยากรอันทรงคุณค่าที่สร้างมูลค่าใหม่ให้สังคม” โดยขออธิบายขยายความว่าแนวคิด Circular CSR Model ที่ผู้เขียนได้นำเสนอนั้นมาจากนักวิจัยทั้ง 4 ท่านซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. Omar (2017) นำเสนอแนวคิดว่าของเสียจากอุตสาหกรรม (Industrial waste) สามารถกลายเป็นจุดตั้งต้นของชุมชนอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน (sustainable industrial communities) ได้เมื่อผสานเข้ากับการสร้างสมรรถนะ (capacity-building) และการบริหารของชุมชนซึ่งเหมาะกับการออกแบบ “โครงการต่อเนื่อง” แทนการบริจาคครั้งเดียวซึ่งจำเป็นสำหรับแนวปฏิบัติทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนเพื่อจัดการขยะอุตสาหกรรมและส่งเสริมการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยแนวทางที่สร้างสรรค์และความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีกฎระเบียบและความตระหนักรู้ที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมแนวปฏิบัติทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและปิดวงจรการไหลของวัตถุดิบ
2. Bridgens และคณะ (2018) นำเสนอ Creative Upcycling ซึ่งเป็นการนำวัตถุหรือวัสดุที่ถูกทิ้งแล้วกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือมูลค่าสูงกว่าของเดิมโดยใช้ความคิดอย่างสร้างสรรค์และส่งเสริมความสามารถในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่แค่การนำไปใช้ซ้ำ (reuse) แต่เป็นการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอีกครั้ง (reconnection) ระหว่าง คน-วัสดุ-พื้นที่ซึ่งนำไปสู่การมีส่วนร่วมสูง และผลกระทบทางสังคมที่ยั่งยืนกว่า
3. Ede (2021) นำเสนอ แนวคิด “Cosmolocal” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชุมชนมีอำนาจและความสามารถที่จะเจริญเติบโตได้โดยการเข้าถึงและปรับใช้ความรู้และทรัพยากรระดับโลกในการสร้างสรรค์ด้วยวัสดุท้องถิ่นแต่เชื่อมกับตลาดที่กว้างขึ้น แทนที่จะพึ่งพาการผลิตในท้องถิ่นหรือระบบโลกาภิวัตน์เพียงอย่างเดียว  นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด Community-Based CE ซึ่งสนับสนุนการสร้าง “hub maker space” หรือ “green SME” โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบวงจรปิดภายในชุมชนซึ่งทรัพยากรจะถูกนำมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล และลดปริมาณลง ช่วยลดของเสียและการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าจากภายนอก
4. Stoyanova (2019) ซึ่งเน้นว่าการบูรณาการ CSR เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนจากรูปแบบ “นำ ผลิต กำจัด” แบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน แนวทางนี้เน้นการปิดวงจรทรัพยากรผ่านการนำกลับมาใช้ใหม่ การรีไซเคิล การปรับปรุงใหม่ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทนทานและถอดประกอบได้ง่าย

การนำกลยุทธ์ CSR แบบหมุนเวียนมาใช้จะทำได้รับประโยชน์ในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน การบริหารจัดการความเสี่ยง การดึงดูดเงินทุน การส่งเสริมนวัตกรรม และการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้วย ทั้งนี้ โดยนำเสนอแนวคิดกลยุทธ์ CSR  ที่ align กับ CE ซึ่งต้องเน้น outcome มากกว่า output และเน้นห่วงโซ่คุณค่า ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ จึงเหมาะกับการเปลี่ยนจาก “CSR แบบบริจาค” ไปเป็น Circular CSR ที่สร้างเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

จาก Circular CSR Model สู่ตัวชี้วัดที่มุ่งสู่ความสำเร็จ
ในการนำแนวคิด Circular CSR มาจัดทำตัวชี้วัดเพื่อวัดความสำเร็จของการดำเนินงานตามแนวคิดนั้น เพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการจัดทำตัวชี้วัดตามประเภทของของผลกระทบหรือมิติการวัดผลของโครงการ Circular CSR ดังตารางต่อไปนี้

ประเภท ตัวอย่าง KPI
Material % of industrial waste upcycled by community
Social จำนวนครัวเรือนหรือวิสาหกิจที่สร้างรายได้จาก circular product
Economic มูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้าที่ผลิตจาก scrap
Environmental ลดปริมาณ waste ที่ส่งไป landfill
Governance จำนวน MOU หรือ partnership ที่สร้างได้

การนำ Circular CSR Model ไปใช้จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ 5 ประการ  ได้แก่ 1) การลดปริมาณวัสดุเหลือใช้ที่ต้องกำจัด (reduce landfill waste)  2) การสร้างรายได้ให้กับชุมชน (social income generation)  3) การสร้างผู้ประกอบการใหม่ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหมุนเวียน (green SME) 4) การสร้าง circular skills ให้กับชุมชนฐานราก และ 5) การสร้าง license to operate เชิงสังคม (social license) ให้กับองค์กรอุตสาหกรรม

หากสนใจการนำโมเดลนี้ไปใช้งานจริง  โปรดติดตามบทความครั้งต่อไป เรื่อง “แนะนำ Circular CSR Model ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

 1,185 ผู้เข้าชมทั้งหมด