ดร.ชวาธิป จินดาวิจักษณ์
จากบทความครั้งที่แล้วได้นำเสนอ “ปริศนาเชิงระบบ” ของธุรกิจกำจัดของเสียที่ยังคงดำเนินงานในลักษณะเส้นตรงแม้จะกล่าวว่าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียนก็ตาม มีคำถามมากมายที่เกิดขึ้นและท้าท้ายว่าเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กรได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแนวคิดองค์กร กลยุทธ์เชิงระบบ และความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นใน value chain ทั้ง upstream และ downstream ด้วย
บทความนี้จึงขอขยายความเข้าไปสู่การเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่านที่เป็นรูปธรรมไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับบทบาทจาก “ผู้รับปลายทาง” สู่การเป็น “ตัวเร่งเศรษฐกิจหมุนเวียน” อย่างแท้จริงดังต่อไปนี้
แม้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจะได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวางในระดับนโยบายและวงวิชาการทั่วโลก แต่ภาคธุรกิจที่ทำหน้าที่จัดการของเสีย เช่น โรงรีไซเคิล โรงแยกขยะ และโรงคัดแยกหรือจัดการวัสดุพลอยได้จากอุตสาหกรรม (by-products) กลับยังไม่ได้รับการสร้างความตระหนักและรับรู้ในฐานะ “ผู้ที่สร้างอัตราเร่งในระบบหมุนเวียน” เท่าที่ควร งานวิจัยจำนวนมากยังคงจัดวางธุรกิจเหล่านี้ไว้ในฐานะ “ปลายทางของวัฏจักร” ที่รับภาระการกำจัด แทนที่จะเป็น “ต้นทางของการออกแบบระบบหมุนเวียน” อย่างแท้จริง
Ede (2021) เสนอว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงทรัพยากรกับบริบทชุมชนในลักษณะ bottom-up โดยเน้นการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการกำจัด นอกจากนั้นBridgens et l. (2018) ยังขยายแนวคิดนี้โดยเสนอว่าการ upcycle ที่มีความหมายในระดับท้องถิ่นสามารถสร้างความผูกพันระหว่างคน พื้นที่ และวัสดุซึ่งเป็นมิติที่ช่วยปลดล็อกการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจเส้นตรงแบบดั้งเดิมได้ในภาคอุตสาหกรรม ส่วน Omar (2017) แสดงให้เห็นว่า“ของเสีย”ไม่ได้เป็นเพียงผลพลอยได้จากการผลิต แต่สามารถกลายเป็นฐานทรัพยากรใหม่ที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม สร้างงานในชุมชน และกระตุ้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีได้หากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ในขณะที่ Stoyanova (2019) วิเคราะห์ว่า CSR ที่แท้จริงในบริบทของเศรษฐกิจหมุนเวียนควรเน้นผลลัพธ์ของการลดผลกระทบเชิงลบมากกว่าการโฆษณาภาพลักษณ์ “สีเขียว” เพียงผิวเผิน
อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันคือการยกระดับผู้ประกอบการจัดการของเสียจาก “ผู้รับหน้าที่กำจัด”ไปสู่“ผู้ออกแบบระบบร่วม” ผ่านการพัฒนาด้วยการตรวจสอบย้อนกลับด้วยระบบดิจิทัล (Digital traceability) ระบบการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปยังช่วงต่างๆ ของวงจรชีวิตตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค (Extended Producer Responsibility: EPR) และการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตและผู้บริโภคตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ในบริบทของประเทศไทย โรงงานประเภทจัดการของเสียจำนวนไม่น้อยยังคงดำเนินงานภายใต้กรอบแนวคิดแบบเส้นตรง โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานที่รับเศษโลหะ เศษอิเล็กทรอนิกส์ หรือวัสดุที่เหลือจากการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หลายกรณีดำเนินการเพียงการซื้อขายวัสดุเหลือใช้โดยไม่มีการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มหรือพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง แม้จะใช้คำว่า“รีไซเคิล” ในการสื่อสาร แต่กระบวนการหลายส่วนยังไม่สามารถระบุย้อนกลับ (traceability) ไปถึงต้นทางได้และขาดการจัดการข้อมูลที่โปร่งใสต่อสาธารณะ
ในกลุ่มโรงงานจัดการวัสดุพลอยได้จากการผลิต เช่น slag จากอุตสาหกรรมเหล็กและปูนซีเมนต์ การดำเนินการส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบที่ส่งวัสดุดังกล่าวไปให้ชุมชนแปรรูปโดยขาดแนวทางความร่วมมือที่ชัดเจนภายใต้หลักการรับผิดชอบร่วม และไม่มีการควบคุมคุณภาพหรือกำกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนอย่างเป็นระบบ การดำเนินการเหล่านี้จึงยังห่างไกลจากหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง และยังคงสะท้อนโมเดล linear economy ที่เปลี่ยนเพียงปลายทางการจัดการของเสียเท่านั้น
ในด้านการสนับสนุนภาครัฐ แม้ว่าจะมีโครงการของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เช่นโครงการ CEPAS (Circular Economy Performance Assessment System) ที่ออกแบบเพื่อประเมินศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่พบว่าสัดส่วนของโรงงานจัดการของเสียที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้ยังมีน้อยโดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และกำลังคน ขณะเดียวกัน มาตรการจูงใจหรือกลไกตลาดที่เอื้อต่อการใช้วัสดุหมุนเวียนภายในประเทศก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ราคาวัตถุดิบที่เกิดจากการหมุนเวียนไม่สามารถแข่งขันกับวัตถุดิบปฐมภูมิได้ในหลายกรณี ทำให้ธุรกิจเลือกส่งออกของเสียหรือวัตถุดิบทุติยภูมิไปยังต่างประเทศมากกว่าการพัฒนาเครือข่ายภายในประเทศ
กล่าวโดยสรุป บทบาทของธุรกิจจัดการของเสียในประเทศไทยยังคงถูกจำกัดให้อยู่ในบริบทของ “การรับมือกับปัญหา” มากกว่าการเป็น “ผู้ออกแบบระบบเพื่ออนาคต” ทั้งที่หากมีการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ธุรกิจเหล่านี้สามารถเป็นจุดตั้งต้นของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในบทบาทของตัวเชื่อมระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และผู้กำหนดนโยบาย ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การสร้างความร่วมมือข้ามห่วงโซ่และการปรับบทบาทของโรงงานเหล่านี้จาก “ผู้จัดการของเสีย” ไปสู่ “ผู้จัดการทรัพยากรหมุนเวียน” คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง:
1. Bridgens, B., Powell, M., Farmer, G., Walsh, C., Reed, E., Royapoor, M., … & Heidrich, O. (2018). Creative upcycling: Reconnecting people, materials and place through making. Journal of Cleaner Production, 189, 145–154.
2. Ede, S. (2021). Making Room for the Community-Based Circular Economy. In Cosmolocal Reader.
3. Omar, H. (2017). Sustainable industrial community. Journal of Environmental Protection
4. Reis, W. F., Barreto, C. G., & Capelari, M. G. M. (2023). Circular economy and solid waste management: Connections from a bibliometric analysis. Sustainability, 15(22), 15715
5. Stoyanova, T. (2019). CSR strategies applied in terms of circular economy. Economic Alternatives, 2,
263–274.
6. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่. (2566). แนวทางการประเมินศักยภาพการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (CEPAS).
1,009 ผู้เข้าชมทั้งหมด







