ดร. ชวาธิป จินดาวิจักษณ์
การเดินทางของโรงงานรีไซเคิลในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้เริ่มต้นที่กองของเสีย และก็ไม่ควรจบลงที่ถังขยะ ความเข้าใจผิดที่ว่าโรงงานรีไซเคิลคือ “ผู้จัดการปลายทาง” ได้กักขังความสามารถของผู้ประกอบการเหล่านี้ไว้ให้อยู่ในบทบาทจำกัด ทั้งที่ในความเป็นจริง โรงงานรีไซเคิลคือผู้ที่เข้าใจ material behavior process cost และ systemic constraints ของวงจรทรัพยากรได้ลึกซึ้งกว่าผู้ผลิตหรือผู้ออกแบบเสียอีก
หากเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเกิดขึ้นจริงในระดับระบบ โรงงานรีไซเคิลจำเป็นต้องถูก reposition ใหม่ ไม่ใช่ในฐานะ “ผู้ตามระบบ” แต่ในฐานะ “ผู้สร้างระบบ” ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ป้อนกลับเข้าสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ เจรจากับภาคต้นน้ำเพื่อออกแบบจุดรับคืน ร่วมประเมินต้นทุนที่แท้จริง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดวัสดุรองที่ยั่งยืน การขับเคลื่อนเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและกลไกเชิงนโยบาย
สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการสร้าง Sandbox เชิงระบบที่เอื้อให้โรงงานรีไซเคิลสามารถทดลองบทบาทใหม่โดยมีการสนับสนุนที่เหมาะสม ทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันรับรองหรือหน่วยรับรอง เช่น
- Sandbox ด้าน Circular Design: ที่เปิดพื้นที่ให้โรงงานรีไซเคิลร่วมกับนักออกแบบและผู้ผลิตพัฒนา Design for Circularity Guidelines ในบริบทไทย โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลปลายน้ำจริง และสอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 59004 และ ISO 20887
- Sandbox ด้าน DPP & Traceability: ที่สนับสนุนให้โรงงานรีไซเคิลสามารถทดสอบการเชื่อมต่อกับ Digital Product Passport ผ่านระบบ QR หรือ blockchain-based system พร้อมกับการทำงานร่วมกับหน่วยรับรอง เช่น MASCI ในการตรวจสอบข้อมูลและออก circularity-based verification
- Sandbox ด้าน Inclusive EPR: ที่เปิดโอกาสให้โรงงานรีไซเคิลมีที่นั่งในคณะทำงานออกแบบระบบคืนกลับภายใต้กฎหมาย EPR ที่กำลังพัฒนา โดยสามารถเสนอเกณฑ์การจัดจุดรับคืน ระบบขนส่งย้อนกลับ และต้นทุนจริงของการรีไซเคิลวัสดุแต่ละประเภท
- Sandbox ด้าน Circular Market Governance: ที่เชื่อมโยงโรงงานรีไซเคิลเข้ากับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยใช้ circularity score หรือ carbon footprint เป็นเกณฑ์ตัดสิน ไม่ใช่ราคาต่อหน่วยเพียงอย่างเดียว และเปิดทางให้วัสดุรองสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเท่าเทียม
ยิ่งไปกว่านั้น ภาครัฐควรกำหนดให้มี “โครงสร้างกลางด้านข้อมูลหมุนเวียน” ที่เปิดให้ภาคเอกชนทุกฝ่ายสามารถเชื่อมโยงข้อมูล DPP วัสดุรอง การรับรอง และการซื้อขายวัสดุแบบโปร่งใสโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบแยกส่วนหรือระบบปิดที่แต่ละองค์กรพัฒนาแบบต่างคนต่างทำ
อนาคตของเศรษฐกิจหมุนเวียนไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐจะตั้งเป้าหมายกี่เปอร์เซ็นต์ของอัตรารีไซเคิล แต่อยู่ที่ว่าเราจะเปลี่ยน “ปลายทางของของเสีย” ให้กลายเป็น “ต้นทางของระบบหมุนเวียน” ได้หรือไม่ โรงงานรีไซเคิลในอนาคตไม่ใช่เพียงพื้นที่กำจัดสิ่งที่ไม่มีค่า แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างคุณค่าใหม่แบบหมุนเวียน ผ่านข้อมูล ความร่วมมือ และความไว้วางใจที่ตรวจสอบได้
หากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการสามารถร่วมกันขับเคลื่อนตามข้อเสนอเชิงระบบเหล่านี้ โรงงานรีไซเคิลไทยจะไม่ใช่เพียงผู้เล่นระดับท้าย แต่จะกลายเป็น “ผู้ร่วมออกแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” (co-designer of circular economy) ที่มีบทบาทต่อเนื่องตั้งแต่การออกแบบ การใช้ ไปจนถึงการเกิดใหม่ของผลิตภัณฑ์ในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน โปร่งใส และมีภูมิคุ้มกันจากวิกฤตทรัพยากรในอนาคต
สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลองค์ความรู้หรือขอรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร สามารถสอบถามได้ที่สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ฝ่ายรับรองระบบ โทรศัพท์ 026171723 – 36 Email: [email protected]
2,342 ผู้เข้าชมทั้งหมด







