บทความ MASCIIntelligence เรื่อง “พลังงานชีวมวลกับการปฏิวัติพลังงานที่ยั่งยืน” ได้กล่าวถึงศักยภาพของชีวมวลในฐานะแหล่งพลังงานหมุนเวียนซึ่งมีการนำชีวมวลที่ได้จากวัสดุอินทรีย์ เช่น ของเสียจากพืชและสัตว์ ไปผลิตไฟฟ้า ทำความร้อนในบ้าน และขับเคลื่อนยานยนต์ รวมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิตและศักยภาพชีวมวลในการสนับสนุนอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งมาตรฐานสากลด้านพลังงานชีวภาพจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การปฏิวัติพลังงานที่ยั่งยืน
ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรฐานพลังงานชีวมวล ลองนึกย้อนไปดูว่าพลังงานชีวมวลทำงานได้อย่างไร เช่น ใบไม้หรือขี้เลื่อยจำนวนหนึ่งสามารถสร้างแสงสว่างให้กับบ้านของเราได้อย่างไร การผลิตพลังงานชีวมวลเกี่ยวข้องกับการแปลงชีวมวลให้กลายเป็นพลังงานที่สามารถใช้งานได้อย่างไร จริงๆ แล้ว พลังงานชีวมวลสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
- การเผาไหม้โดยตรง เป็นวิธีการผลิตพลังงานชีวมวลที่ตรงไปตรงมาที่สุด เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเผาสารอินทรีย์ เช่น เศษไม้ ลำต้นข้าวโพด หรือแม้แต่กระดาษแข็งเก่าๆ ความร้อนที่เกิดขึ้นสามารถใช้ได้โดยตรงเพื่อทำให้พื้นที่เกิดความอบอุ่น ใช้ต้มน้ำ หรือสร้างไอน้ำเพื่อหมุนกังหันและผลิตไฟฟ้าได้
- การย่อยแบบไม่ใช้ออกซิเจน เป็นวิธีธรรมชาติในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน จุลินทรีย์ทำงานเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพซึ่งเป็นส่วนผสมของมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถนำไปใช้ในการปรุงอาหาร ทำความร้อน และขับเคลื่อนยานพาหนะได้
- การแปลงทางเคมีความร้อน จะแปลงสสารในระดับโมเลกุลโดยใช้กระบวนการ 2-3 อย่าง การเปลี่ยนก๊าซเกี่ยวข้องกับการให้ความร้อนชีวมวลจนถึงอุณหภูมิ 700 °C หรือมากกว่านั้นด้วยปริมาณออกซิเจนที่ควบคุม ผลลัพธ์ที่ได้คือก๊าซสังเคราะห์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของก๊าซที่ติดไฟได้ซึ่งสามารถใช้ในการผลิตไฟฟ้า ผลิตความร้อน หรือสังเคราะห์เชื้อเพลิงเหลวได้ ซึ่งกระบวนการไพโรไลซิสนี้เป็นกระบวนการทางเคมีที่ทำให้เกิดความร้อนในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนเลย ทำให้เกิดผลผลิตคือน้ำมันชีวภาพ ก๊าซสังเคราะห์ และถ่านชีวภาพ
ปัจจุบัน มีการประยุกต์ใช้พลังงานชีวมวลมากขึ้น เกิดระบบชีวมวลที่ทันสมัย และอุตสาหกรรมต่างๆ ก็กำลังเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นพลังงาน นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังได้คิดค้นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย
ในเมื่อเราใช้พลังงานชีวมวลมากขึ้น แล้วจะมั่นใจในได้อย่างไรว่าขวดเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพที่เข้มงวด นี่จึงเป็นที่มาของมาตรฐานสากลอย่าง ISO 13065, Sustainability criteria for bioenergy ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญในโลกพลังงานชีวภาพ มาตรฐานนี้ให้แนวทางแบบครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมทั้งหมดและครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปจนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและความสามารถในการดำรงอยู่ทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ได้ทำงานโดยลำพัง ไอเอสโอยังมีมาตรฐานเฉพาะทางอีกมากมายที่รองรับการทำงานด้านพลังงานชีวมวลด้วย ตัวอย่างเช่น ชุดมาตรฐาน ISO 17225, Solid biofuel กำหนดมาตรฐานสำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพแบบแข็ง ทำให้สามารถยืนยันว่าเม็ดไม้และถ่านอัดแท่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านคุณภาพสูงสุด ในขณะเดียวกัน ISO 20675, Biogas ก็ยังให้คำแนะนำที่สำคัญสำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพเหลว ส่วน ISO 23590, Household biogas system requirements ก็ให้ความมั่นใจว่าระบบก๊าซชีวภาพนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ มาตรฐานเหล่านี้ทำให้สามารถร่วมกำหนดอนาคตของพลังงานชีวภาพ และช่วยส่งเสริมความรู้และความเชี่ยวชาญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้มีความก้าวหน้า รวมทั้งมาตรฐานดังต่อไปนี้
- ISO 13065, Sustainability criteria for bioenergy เกณฑ์ความยั่งยืนสำหรับพลังงานชีวภาพ
- ISO 20675, Biogas – Biogas production, conditioning, upgrading and utilization การผลิต การปรับสภาพ การปรับปรุง และการใช้ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพ
- ISO 23590, Household biogas system requirements: design, installation, operation, maintenance and safety ข้อกำหนดของระบบก๊าซชีวภาพในครัวเรือน: การออกแบบ การติดตั้ง การดำเนินการ การบำรุงรักษา และความปลอดภัย
อนาคตของพลังงานชีวภาพจะไม่ได้เป็นเพียงการแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการคิดทบทวนความสัมพันธ์ทั้งหมดของเรากับพลังงานและขยะซึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นการการขับเคลื่อนอนาคตของพลังงานชีวภาพซึ่งรวมถึงไบโอพลาสติกและชีวเคมีต่อไป
หากท่านสนใจข้อมูลองค์ความรู้หรือแนวทางการใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ฝ่ายรับรองระบบ โทรศัพท์ 026171723 – 36 Email: [email protected]
ที่มา: https://www.iso.org/renewable-energy/bioenergy
3,506 ผู้เข้าชมทั้งหมด







