พรรณเพ็ญ วัยเจริญ
วันคุ้มครองโลกประจำปี 2568 (ค.ศ.2025) ตรงกับวันอังคารที่ 22 เมษายน โดยมีการรณรงค์ในหัวข้อ “พลังของเรา โลกของเรา” ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้ผู้คนทั่วไปมารวมพลังกันเป็นพันธมิตรระดับโลกเพื่อดำเนินการ สร้างสรรค์ และนำมาตรการต่างๆ ไปใช้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท รัฐบาล และประชาชนซึ่งทุกคนสามารถเป็นตัวแทนและมีความรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างสรรค์และปกป้องให้โลกของเราน่าอยู่
วันคุ้มครองโลกถือกำเนิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2513 (ค.ศ.1970) ซึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยนักเคลื่อนไหว และนักศึกษา
ตามข้อมูลของ Earth Day Network ระบุว่าในปี 2578 (ค.ศ.2035) ความต้องการพลังงานในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สามารถตอบสนองได้ด้วยแหล่งพลังงานหมุนเวียนตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงเรียกร้องให้เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็น 3 เท่าภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)
องค์กรดังกล่าวระบุว่าประชากรมากกว่า 3,800 ล้านคนมีการใช้พลังงานต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับยุคใหม่ (Modern Energy Minimum: MEM) ซึ่งหมายความว่าการบริโภคไฟฟ้าต่อหัวนั้นต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการบรรเทาความยากจน แต่พลังงานหมุนเวียนสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้โดยช่วยปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ
“การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนยังถือเป็นการปฏิวัติด้านมนุษยธรรมอีกด้วย เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เราสามารถจัดหาพลังงานราคาถูกที่แทบไม่มีขีดจำกัดให้กับทุกคน” Aidan Charron รองผู้อำนวยการ Global Earth Day กล่าว
สำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการ (SDGs) นั้น จำเป็นต้องดำเนินการร่วมกันอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันและบรรเทาการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ลดปัญหาความยากจน ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และป้องกันการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ซึ่งมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่นมาตรฐานที่พัฒนาโดยไอเอสโอหรือองค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานถือเป็นกรอบงานที่แข็งแกร่งสำหรับองค์กรต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับวันคุ้มครองโลกอย่างเป็นระบบ มาตรฐานเหล่านี้ให้คำแนะนำและเครื่องมือสำหรับบริษัทต่างๆ ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการรณรงค์ในหัวข้อ “พลังของเรา โลกของเรา”
กลุ่มมาตรฐาน ISO 14000 ที่ใช้ในการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กลุ่มมาตรฐาน ISO 14000 ได้มอบชุดเครื่องมือที่ครอบคลุมสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อม โดย ISO 14001 เป็นรากฐานของกลุ่มมาตรฐานนี้ที่ระบุข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งองค์กรสามารถใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมได้ การนำ ISO 14001 ไปใช้ จะทำให้ องค์กรต่างๆ สามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
• ระบุและควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกี่ยวข้อง เช่น การปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศและน้ำ การเกิดขยะ และการปนเปื้อนของดิน ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่เน้นในวันคุ้มครองโลก
• กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่กว้างขึ้นของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากร ซึ่งอาจรวมถึงการกำหนดเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบ หรือปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง
• ตรวจสอบและวัดผลการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความไว้วางใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมต่อโลกที่มีสุขภาพดีขึ้น
• ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่ามีการทำงานที่เป็นไปตามกฎระเบียบหรือกฎหมาย และมีส่วนสนับสนุนอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
ISO 50001: ระบบการจัดการพลังงาน – ข้อกำหนดพร้อมแนวทางการใช้งาน
ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนนั้น มาตรฐาน ISO 50001 มีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ มาตรฐานนี้ให้กรอบสำหรับองค์กรในการสร้าง นำไปปฏิบัติ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการพลังงาน การนำ ISO 50001 มาใช้จะทำให้องค์กรต่างๆ สามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการใช้พลังงานและลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในวันคุ้มครองโลก
• เพิ่มการใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนโดยกำหนดเป้าหมายและนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ในการรวมแหล่งพลังงานหมุนเวียนเข้ากับพลังงานหมุนเวียน
• ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ปลดปล่อยทรัพยากรที่สามารถนำไปลงทุนในโครงการริเริ่มเพื่อความยั่งยืนต่อไปได้
นอกจาก ISO 14001 และ ISO 50001 แล้ว ยังมีมาตรฐานฉบับอื่นๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาของวันคุ้มครองโลกอีกด้วยเช่น มาตรฐาน ISO 14040 (การจัดการสิ่งแวดล้อม – การประเมินวงจรชีวิต) ซึ่งมีกรอบการทำงานสำหรับการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และบริการตลอดทั้งวงจรชีวิต ตั้งแต่การสกัดวัตถุดิบจนถึงการกำจัดทิ้ง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการออกแบบและการผลิตผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้นเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทุกภาคส่วนสามารถร่วมสร้าง “พลังของเรา โลกของเรา” ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงโดยนำกรอบการทำงานที่แข็งแกร่งอย่างมาตรฐานไอเอสโอไปใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการพลังงานรวมถึงการดูแลทรัพยากรของโลก
ผู้สนใจสนใจองค์ความรู้หรือบริการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โทรศัพท์ 026171723 – 36 หรือ Email: [email protected]
ที่มา: https://shorturl.at/50Toi
2,806,333 ผู้เข้าชมทั้งหมด







