เส้นทางที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในเวทีสากลเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่เอปซี แคมป์เบลล์ บาร์ ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะรองประธานาธิบดีหญิงผิวดำคนแรกของประเทศคอสตาริกา ระหว่างปี 2561-2565 (ค.ศ.2018-2022) และในสหรัฐอเมริกา เธอมีบทบาทในกิจการแอฟโฟร-แคริบเบียนตั้งแต่เข้าสู่การเมือง และเป็นผู้เชี่ยวชาญในประเด็นการพัฒนาสังคม การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงเชื้อสายแอฟริกัน และความเท่าเทียมกัน ปัจจุบัน เธอเป็นสมาชิกของฟอรั่มถาวรเกี่ยวกับผู้คนเชื้อสายแอฟริกันแห่งสหประชาชาติ (United Nations Permanent Forum on People of African Descent)
เอปซี แคมป์เบลล์ บาร์ ได้เล่าว่าปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่มีความท้าทายซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการทำงานด้วยความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพราะการทุจริตยังคงเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองและสังคมของเรา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่ยากจนที่สุดและมีรายได้ปานกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปรากฏการณ์นี้อยู่ในระดับสูง
ในแต่ละปี ดัชนีการรับรู้การทุจริตของ Transparency International จัดอันดับประเทศต่างๆ ในระดับ 0 ซึ่งหมายถึงมีการทุจริตอย่างมาก ไปจนถึงถึง 100 ซึ่งมีความโปร่งใสมาก
เมื่อปี 2565 (ค.ศ.2022) มีประเทศมากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั้งหมดที่ได้คะแนนต่ำกว่า 50 และค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 43 คะแนน และบางที สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ มีประเทศต่างๆ จำนวน 155 ประเทศ ไม่มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ได้ลดการทุจริตลงเลยนับตั้งแต่ปี 2555 (ค.ศ.2012)
สิ่งสำคัญคือต้องยอมรับว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญที่มีหลายมิติ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งสามารถนำไปสู่ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรสาธารณะและการลงทุนภาคเอกชน และส่งผลกระทบในวงกว้างจนได้ความเสียหายจากการทุจริตที่ไกลเกินระบบการเงินและการจัดการทรัพยากรไปแล้ว และยังบ่อนทำลายความไว้วางใจต่าง ๆ ลงด้วย
อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมของกลไกรัฐมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและการอยู่ร่วมกัน จึงต้องมีการป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากความไม่สงบและความไม่พอใจของประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรมระหว่างการทุจริต องค์กรอาชญากรรม และการก่อการร้าย ซึ่งเห็นได้ในบางส่วนของโลกใบนี้ ดังนั้น การจัดการกับการคอร์รัปชันในทุกรูปแบบจะทำให้เราสามารถปกป้องความโปร่งใสและยกระดับความเป็นอยู่โดยรวมของประเทศและผู้คนในทุก ๆ ที่ การต่อต้านการคอร์รัปชันสามารถนำไปสู่ความมั่นใจและความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น
สำหรับมาตรฐานสากลได้มีการนำเสนอกรอบแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมซึ่งสามารถช่วยให้ทุกคนป้องกันและลดความเสี่ยงของการทุจริตได้ตั้งแต่รัฐบาลและบริษัทไปจนถึงบุคคลทั่วไป มาตรฐานเหล่านี้จึงเป็นโอกาสในการปรับปรุงที่สำคัญสำหรับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมาพร้อมกับแพลตฟอร์มและโอกาสในการแบ่งปันแนวทางปฏิบัติและประสบการณ์ที่ดีที่สุด
เอปซี แคมป์เบลล์ บาร์ กล่าวว่าด้วยการยึดมั่นในมาตรฐานไอเอสโอ เราสามารถมีส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายระดับโลกและจัดการกับความท้าทายต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2030 และมาตรฐานไอเอสโอที่มุ่งเน้นในการต่อสู้กับการทุจริตก็คือ ISO 37001 มาตรฐานไอเอสโอที่มุ่งเน้นในการเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม คือ ISO 26000 และมาตรฐานไอเอสโอที่มุ่งเน้นการจัดซื้อจัดจ้างที่ยั่งยืนมากขึ้น คือ ISO 20400
มาตรฐานดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับรัฐบาล ซึ่งเมื่อสถาบันต่าง ๆ นำไปใช้แล้ว ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีและช่วยสร้างการรับรู้ความน่าเชื่อถือให้กับสาธารณชน
การประชุมประจำปีของไอเอสโอในเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 ได้จัดให้มีเวทีการอภิปรายเกี่ยวกับการกำกับดูแลและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับการทุจริต ในการประชุมได้จัดลำดับความสำคัญของแนวทางที่มีความอ่อนไหวในเรื่องเพศ และเน้นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมตามลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์
เอปซี แคมป์เบลล์ บาร์ ได้กล่าวในเวทีการประชุมของไอเอสโอประจำปี 2566 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรฐานไอเอสโอในการต่อสู้กับการทุจริตซึ่งการนำไปปฏิบัติไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายสุดท้ายในตัวเอง แต่เป็นส่วนสำคัญของความพยายามร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในการต่อสู้กับการทุจริตร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความโปร่งใสและการหลุดพ้นจากความยากจนของผู้คนบนโลกนี้
ที่มา: https://www.iso.org/news/AM2023/how-to-combat-the-corruption
3,751 ผู้เข้าชมทั้งหมด







