หัวใจของการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจเชิงเส้นสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

Share
ดร.ชวาธิป จินดาวิจักษณ์

จากบทความของผู้เขียนทั้ง 5 ตอนที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นว่าโรงงานที่ประกอบธุรกิจด้านการจัดการของเสียและรีไซเคิลในประเทศไทย แม้ว่าจะมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเชิงปริมาณ แต่กลับยังคงติดอยู่ในโครงสร้างการดำเนินงานที่สะท้อนลักษณะของระบบเศรษฐกิจเชิงเส้น กล่าวคือ โรงงานส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่เป็นจุดปลายทางในการรับวัสดุเหลือใช้โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการกำจัดหรือแปรรูปเพื่อขายใหม่ในระบบการตลาดแบบเดิมมากกว่าที่จะทำหน้าที่เชิงกลยุทธ์ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจเชิงเส้นสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบเชิงระบบทั้งในระดับแนวคิด การบริหารจัดการ และการนำไปปฏิบัติ

หัวใจของการเปลี่ยนผ่านไม่ได้อยู่ที่การปรับปรุงกระบวนการรีไซเคิลเพียงเล็กน้อยหรือการใช้คำว่า Circular Economy ในรายงานความยั่งยืน แต่ต้องเริ่มต้นจากการตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง เช่น บทบาทของโรงงานในห่วงโซ่การผลิตและการบริโภคคืออะไร  โรงงานสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ผลิตได้หรือไม่ หรือจะสามารถรับวัสดุกลับคืนจาก downstream อย่างเป็นระบบได้อย่างไร คำถามเหล่านี้นำไปสู่การออกแบบความร่วมมือแบบย้อนกลับ (reverse collaboration) และการเป็นผู้มีบทบาทใน stewardship economy อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงผู้รับฝากของเสีย แต่เป็น “ภาคีการจัดการทรัพยากร” ที่ทำงานร่วมกับทั้ง upstream  downstream และชุมชน

จากการวิเคราะห์ที่ผ่านมา พบว่าเครื่องมือของรัฐ เช่น  CEPAS ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ถือเป็นกลไกสนับสนุนที่สำคัญที่สามารถนำไปใช้ประเมินศักยภาพของโรงงานในการเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนในเชิงลึก  อย่างไรก็ตาม CEPAS ยังถูกใช้ในลักษณะสมัครใจและจำกัดอยู่ในบางอุตสาหกรรม การผลักดันเชิงนโยบายควรขยายขอบเขตการส่งเสริม CEPAS ให้ครอบคลุมโรงงานรีไซเคิลขนาดกลางและขนาดเล็ก พร้อมทั้งควบรวมแนวคิด CSR แบบหมุนเวียน (Circular CSR) และแนวทางการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปยังช่วงต่างๆ ของวงจรชีวิตตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค (Extended Producer Responsibility: EPR) เข้าไว้ในกรอบนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างแรงจูงใจและทิศทางที่ชัดเจนแก่ภาคเอกชน

ภาคนโยบายควรตระหนักว่าการเปลี่ยนผ่านของโรงงานเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ลำพัง หากไม่มีการเชื่อมโยงที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ผู้บริโภคและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรม บทเรียนจากต่างประเทศ  เช่น การจัดตั้งโครงการ upcycling communities ในสหราชอาณาจักร (Bridgens et al., 2018) หรือแนวคิด community-based circular economy ของ Ede (2021) ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกับศักยภาพท้องถิ่นและขยายบทบาทชุมชนในการเป็น “พันธมิตรการปิดลูป” จะช่วยสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนและเกิดประโยชน์ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

ในท้ายที่สุด การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยจะไม่สมบูรณ์หากโรงงานรีไซเคิลและจัดการของเสียยังคงทำหน้าที่เพียงปลายทางของห่วงโซ่เท่านั้น  แต่คุณค่าที่แท้จริงของ circular economy อยู่ที่การออกแบบระบบใหม่ที่ให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทอย่างสมดุลและยั่งยืน

บทความนี้จึงเสนอให้มีการลงทุนทั้งในระดับนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้าง “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในจุดเปลี่ยนของวงจรเศรษฐกิจ และเพื่อสร้างสังคมที่ทุกหน่วยเศรษฐกิจสามารถหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง:
1. Bridgens, B., Powell, M., Farmer, G., Walsh, C., Reed, E., Royapoor, M., … & Heidrich, O. (2018). Creative upcycling: Reconnecting people, materials and place through making. Journal of Cleaner Production, 189, 145–154.
2. Ede, S. (2021). Making Room for the Community-Based Circular Economy. In Cosmolocal Reader.
3. Omar, H. (2017). Sustainable industrial community. Journal of Environmental Protection
4. Reis, W. F., Barreto, C. G., & Capelari, M. G. M. (2023). Circular economy and solid waste management: Connections from a bibliometric analysis. Sustainability, 15(22), 15715
5. Stoyanova, T. (2019). CSR strategies applied in terms of circular economy. Economic Alternatives, 2,
263–274.
6. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่. (2566). แนวทางการประเมินศักยภาพการเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (CEPAS).

 1,528 ผู้เข้าชมทั้งหมด