พรรณเพ็ญ วัยเจริญ
ปัจจุบัน ESG หรือแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน ความเสี่ยง และความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว
แรงผลักดันสำคัญมาจากทั้งฝั่งคู่ค้า มาตรการทางการค้า และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนขององค์กรขนาดใหญ่ที่เริ่มคาดหวังให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานมีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ชัดเจน เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจที่ปรับตัวก่อนย่อมมีโอกาสแข่งขันได้มากกว่า
สำหรับ SME การทำ ESG ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ แต่ควรเริ่มจากการวางรากฐานที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร แนวคิดสำคัญคือ Walk before Run หรือ “เดินก่อนที่จะวิ่ง” คือเริ่มจากกรอบคิดและระบบพื้นฐาน แล้วค่อยต่อยอดสู่มาตรฐานหรือการรับรองตามความพร้อมของธุรกิจ
เริ่มต้นจากรากฐานที่ถูกต้อง
เมื่อผู้ประกอบการเริ่มศึกษาเรื่อง ESG และมาตรฐาน ISO อาจพบว่ามีมาตรฐานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงอาจเกิดความสับสนว่าควรเริ่มจากจุดใด ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจว่า ISO 26000 เป็นแนวทางด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่ช่วยให้องค์กรนำหลักการไปประยุกต์ใช้ได้จริง แต่ไม่ใช่มาตรฐานสำหรับการรับรอง
ดังนั้น การเริ่มต้นที่เหมาะสมคือการค่อย ๆ วางระบบให้แข็งแรงตามลำดับความพร้อมขององค์กร โดยมุ่งเน้นมาตรฐานที่ช่วยสร้างโครงสร้างการบริหารที่มั่นคงก่อน แล้วจึงขยายไปสู่การวัดผลและการยกระดับในเชิงลึก
Roadmap สำหรับ SME
แนวทางต่อไปนี้เป็นลำดับการพัฒนาที่สามารถใช้เป็น Roadmap เบื้องต้นสำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้น ESG อย่างเป็นระบบ
| ระยะ | มาตรฐานที่แนะนำ | เป้าหมายหลัก |
| ระยะที่ 1 ปูพื้นฐาน | ISO 26000 แนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม | ทำความเข้าใจความรับผิดชอบต่อสังคม และปรับแนวคิดของผู้บริหารและพนักงาน |
| ระยะที่ 2 วางระบบ | ISO 14001 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 50001 ระบบการจัดการพลังงาน ISO 45001 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย |
พัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม พลังงาน และอาชีวอนามัยและความปลอดภัย |
| ระยะที่ 3 ยกระดับผลลัพธ์ | ISO 14064 GHG/ ISO 14067 CFP/ ISO 37000 ธรรมาภิบาล / ISO 31000 การจัดการความเสี่ยง |
วัดคาร์บอน บริหารความเสี่ยง และเสริมธรรมาภิบาลองค์กร |
ISO 14001 ช่วยให้องค์กรจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ส่วน ISO 50001 มุ่งเน้นการจัดการพลังงาน และ ISO 45001 ใช้สำหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
ในขั้นที่ยกระดับขึ้น องค์กรสามารถต่อยอดไปยัง ISO 14064 และ ISO 14067 เพื่อสนับสนุนการคำนวณและการจัดการก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะเดียวกัน ISO 37000 และ ISO 31000 ก็ช่วยเสริมกรอบธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงขององค์กรได้
ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ
การเริ่มต้น ESG อย่างถูกวิธีช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์มากกว่าภาพลักษณ์ที่ดี เพราะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในหลายด้าน ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดความเสี่ยง และการเพิ่มความพร้อมในการแข่งขัน
ประโยชน์สำคัญที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ลดต้นทุนจากการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และทรัพยากรอย่างสูญเปล่า เพิ่มโอกาสทางธุรกิจและตอบโจทย์ข้อกำหนดของลูกค้ารายใหญ่หรือห่วงโซ่อุปทาน และสร้างองค์กรที่ปลอดภัย มีระบบ และน่าทำงานมากขึ้นซึ่งช่วยสนับสนุนความสามารถในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระยะยาว
ESG ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเร่งทำให้ครบทุกด้านในทันที แต่เป็นเส้นทางของการพัฒนาที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ความเหมาะสม และการวางระบบที่ถูกต้อง องค์กรที่เริ่มจากพื้นฐานอย่าง ISO 26000 แล้วค่อยต่อยอดไปยัง ISO 14001, ISO 50001 ISO 45001 และมาตรฐานด้านคาร์บอนและความเสี่ยง ก็จะทำให้องค์กรมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งและพร้อมเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ท่านที่สนใจองค์ความรู้หรือบริการด้านความยั่งยืน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายทวนสอบด้านความยั่งยืน Email: [email protected] หรือโทรศัพท์ 026171723 – 36
ที่มา: https://www.masci.or.th/validation-verification/
203 ผู้เข้าชมทั้งหมด







