“Carbon Footprint of Product” กลยุทธ์เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ

Share
อวัตถา วิทยกุล

ในโลกที่ผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้าก็เริ่มเข้มงวดมากขึ้นเช่นกัน  “การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP)” ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดในเวทีการค้าโลกได้อย่างแข็งแกร่งซึ่งการทำ CFP นี้จะช่วยประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การจำหน่าย การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการของเสีย การมีข้อมูล CFP ที่น่าเชื่อถือจึงช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่ากระบวนการใดเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนสูง และสามารถวางแผนเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวได้อย่างตรงจุด

การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย CFP

  1. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
    การจัดทำข้อมูล CFP จะช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุจุดที่ปล่อยคาร์บอนสูงสุดในห่วงโซ่อุปทาน (Carbon hotspots) และหาโอกาสในการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการลดการปล่อยคาร์บอนสามารถแปลงเป็นการประหยัดพลังงานและทรัพยากรได้ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่ลดลง
  2. การเข้าถึงตลาดใหม่และการเตรียมความพร้อมต่อกฎระเบียบ
    การมีใบรับรอง CFP เป็นการเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการภาษีคาร์บอนหรือกฎระเบียบที่กำลังจะมีการนำไปบังคับใช้ในหลายประเทศ เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรปที่กำลังกลายเป็นข้อกำหนดสำคัญให้ผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยคาร์บอนอย่างโปร่งใส ซึ่งถ้าหากไม่มีการประเมิน CFP ผู้ประกอบการอาจเสี่ยงต่อการถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม หรือแม้กระทั่งถูกปฏิเสธการนำเข้าสินค้า ในขณะที่ประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเช่นกัน เช่น มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)
  3. การสร้างความแตกต่างในตลาด B2C
    การประเมิน CFP สามารถใช้เป็นจุดขายทางการตลาดด้วยการแสดงฉลากบนบรรจุภัณฑ์เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยผลการวิจัยจาก Carbon Trust ในสหราชอาณาจักรชี้ว่า กว่า 2 ใน 3 ของผู้บริโภคยินดีจ่ายมากขึ้นหากสินค้าแสดงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ซึ่งสอดรับกับการเติบโตของตลาดผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
  4. การสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดี
    CFP ช่วยสร้างความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ โดยการให้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ด้วยข้อมูลที่ชัดเจนได้ง่ายขึ้น

    CPF กลยุทธ์ทางธุรกิจ ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน
    การจัดทำข้อมูล CFP จึงช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับคู่แข่งและมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการมีข้อมูล CFP ที่แม่นยำจะช่วยให้องค์กรสามารถระบุโอกาสในการปรับปรุงและสร้างแผนการลดคาร์บอนที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น การประเมินและจัดการ CFP จึงไม่เพียงเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจ” ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศซึ่งผู้ประกอบการที่เริ่มดำเนินการ CFP ก่อนคู่แข่งจะได้เปรียบในการสร้างตำแหน่งทางการตลาด ตลอดจนสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวได้อย่างยั่งยืนต่อไป

หากสนใจขอรับบริการด้านการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ฝ่ายทวนสอบด้านความยั่งยืน โทรศัพท์ 026171723 – 36 Email: [email protected]

ที่มา:  1. https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/index.php?lang=EN&mod=Y0hKdlpIVmpkSE5mYVhNPQ

  1. https://www.thailand.go.th/issue-focus-detail/001-04-009

3. https://www.carbontrust.com/our-work-and-impact/guides-reports-and-tools/product-carbon-footprint-labelling-consumer-research-2020?utm_source=chatgpt.com

 2,890 ผู้เข้าชมทั้งหมด