COP30 กับภารกิจรวม “ภาษาสากลคาร์บอน”

Share
พรรณเพ็ญ วัยเจริญ

ในการประชุม COP30 ระหว่างวันที่ 10 -21 พฤศจิกายน 2568 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ขึ้นเมื่อไอเอสโอและ GHG Protocol ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรได้ประกาศแผนการร่วมกันในการรวมและประสานมาตรฐานการบัญชีคาร์บอนให้เป็นมาตรฐานชุดเดียวกันสำหรับการรายงานทั้งในระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ และโครงการซึ่งธุรกิจและองค์กรควรรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

GHG Protocol คือความร่วมมือระหว่างองค์กร (Partnership) ระหว่างสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (WBCSD) โดยทำหน้าที่เป็นกรอบมาตรฐานสากลหลักในการวัด จัดการ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับองค์กรต่างๆ ทั่วโลก

ความร่วมมือของไอเอสโอและ GHG Protocol ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำทุกองค์กรก้าวสู่การลดก๊าซเรือนกระจกไปด้วยกัน เนื่องจากที่ผ่านมา โลกธุรกิจและองค์กรต่างๆ ต้องรับมือกับภาพที่กระจัดกระจายของมาตรฐานการรายงานคาร์บอนซึ่งบริษัทข้ามชาติมักต้องจัดทำรายงานข้อมูลเดียวกันซ้ำซ้อนในหลายรูปแบบซึ่งส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้นของการปฏิบัติตามกฎระเบียบในขณะที่นักลงทุนก็ไม่สามารถเปรียบเทียบข้อมูล ESG ระหว่างบริษัทต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะใช้วิธีการบัญชีที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างภาษาสากลร่วมกันจึงช่วยลดภาระดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบด้านการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถนำไปทำได้จริงและวัดผลได้อย่างชัดเจน

โอกาสทองที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตมาตรฐาน

ประเด็นที่การประชุมดังกล่าวเน้นเป็นพิเศษคือสิ่งที่เรียกว่า “หุบเขาแห่งความตาย” (Valley of Death) ซึ่งหมายถึงช่องว่างขนาดใหญ่ที่ข้อมูลหายไปหรือติดตามไม่ได้ โดยเฉพาะข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่สามารถรายงานการปล่อยก๊าซในภาพรวมระดับองค์กรได้พอสมควรแล้วเช่น โรงงานนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กี่ตันต่อปี แต่พอถามว่า “เสื้อหนึ่งตัว” หรือ “น้ำมันขวดนี้หนึ่งขวด” ปล่อยคาร์บอนเป็นจำนวนเท่าใดตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง จนถึงมือผู้บริโภค  ข้อมูลส่วนนี้วัดได้ยากมาก ทำให้ผู้บริโภคไม่รู้ว่าสินค้าที่ซื้อมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่าไร และผู้ซื้อในห่วงโซ่อุปทานก็ไม่สามารถตัดสินใจเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าได้อย่างมีข้อมูลมารองรับ

ในขณะที่การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร (Scope 1 และ Scope 2) กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ข้อมูล Scope 3 ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นยังคงเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มวัดและเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ล่วงหน้าก็จะได้เปรียบเป็นอย่างมากทั้งในแง่ของความพร้อมรับกฎระเบียบที่กำลังจะมา และการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ต้องการเลือกสนับสนุนสินค้าและธุรกิจที่มีคาร์บอนต่ำ

เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้เพื่อธุรกิจที่ได้เปรียบในวันหน้า

ผลลัพธ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นจากความร่วมมือของไอเอสโอและ GHG Protocol คือ การเปิดตัวมาตรฐาน ISO-GHG Protocol ร่วมกันสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับผลิตภัณฑ์ และการปรับมาตรฐาน ISO 14064 ให้สอดคล้องกับ GHG Protocol Corporate Suite (มาตรฐานระดับโลกที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดสำหรับการคำนวณและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร) และการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบสำหรับตลาดคาร์บอนตาม Baku to Belém Roadmap ซึ่งธุรกิจและองค์กรที่ต้องการก้าวไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทางควรเริ่มจาก 3 สิ่งดังนี้คือ 1) ทำความเข้าใจมาตรฐาน ISO 14060 Series และ GHG Protocol เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับชุดมาตรฐานใหม่ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้จะมาบรรจบกัน 2) เริ่มวัดและบันทึกข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบแม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม 3) มีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดมาตรฐานผ่านสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติ (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) หรือเวทีสาธารณะที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เสียงของภาคธุรกิจมีส่วนในการกำหนดกฎกติกา ไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติตาม

ยุคใหม่ของการแข่งขันคือ เมื่อวัดได้ จึงเชื่อถือได้

การประชุม COP30 ส่งสารที่ชัดเจนว่าหากไม่มีการทำบัญชีคาร์บอนที่สอดคล้องกัน เราก็จะไม่สามารถวัดได้อย่างแม่นยำว่าโลกอยู่ห่างจากเป้าปมาย 1.5 องศาเซลเซียสมากน้อยเพียงใด และจะไม่สามารถระดมเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศจำนวนหลายล้านดอลล่าร์ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้ ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม สิ่งนี้เป็นทั้งความรับผิดชอบและโอกาสทางธุรกิจ องค์กรที่พร้อมกว่าเท่านั้นที่จะได้รับความเชื่อถือ สามารถดึงดูดนักลงทุน และแข่งขันได้ในตลาดโลกยุคคาร์บอนต่ำที่กำลังมาถึงแล้ว

ท่านที่สนใจองค์ความรู้หรือบริการเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือการบริหารโครงการ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โทรศัพท์ 026171723 – 36  หรือ Email: [email protected]

 600 ผู้เข้าชมทั้งหมด