พรรณเพ็ญ วัยเจริญ
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระบบแนะนำเพลงในสมาร์ทโฟน ไปจนถึงระบบวินิจฉัยโรคทางการแพทย์และการบริหารห่วงโซ่อุปทานระดับโลก คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเทคโนโลยีที่ฉลาดล้ำเหล่านี้ มีความปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ
คำตอบของคำถามระดับโลกนี้ได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในสัปดาห์การประชุมสภาไอเอสโอ (ISO Council Week 2026) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10–11 มิถุนายน 2569 (ค.ศ.2026) ณ ประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีการรวมตัวกันของผู้นำองค์กรมาตรฐานระดับโลก ทั้งดร. คาเลด ซูฟี (Dr. Khaled Soufi) ประธาน ISO และ นายเจมส์ แมทธิวส์ (James Matthews) ประธาน IEC ได้ส่งสัญญาณสำคัญถึงคนทั่วโลกว่า บัดนี้ มาตรฐานสากลกำลังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเอไอจากกรอบจริยธรรมทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริงที่ตรวจสอบได้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติทุกคน
จากสิงคโปร์สู่ทิศทางเอไอโลก
ทำไมต้องเป็นประเทศสิงคโปร์ นอกเหนือจากจะเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 60 ปีแห่งการพัฒนามาตรฐาน และ 40 ปีแห่งการรับรองระบบคุณภาพของสิงคโปร์แล้ว ประเทศเกาะเล็กๆ แห่งนี้ยังถือเป็น “ห้องทดลองที่มีชีวิต” (Living Testbed) ที่มีความตื่นตัวในการกำกับดูแลเอไอมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ในการประชุมครั้งนี้ สิงคโปร์ได้เปิดตัวแผนงานมาตรฐานและการปฏิบัติตามข้อกำหนดปี 2578 (Standards & Conformance Roadmap 2035) และหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลสำหรับ Agentic AI หรือระบบเอไออัจฉริยะที่สามารถวางแผน คิดวิเคราะห์ และลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างอิสระ
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2569 (ค.ศ.2026) เพราะความต้องการของตลาดและภาครัฐทั่วโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้นำทั่วโลกไม่ได้ถามอีกต่อไปว่าเราควรควบคุมเอไอดีไหม แต่กำลังถามว่าเราจะมีวิธีทดสอบและรับรองได้อย่างไรว่าเอไอตัวนี้ไว้ใจได้จริง
4 เสาหลักของมาตรฐานสากลเพื่อโลกที่สมดุลและปลอดภัย
จากการหารือในสัปดาห์มาตรฐานสากล ทิศทางของโลกนับจากนี้จะถูกหล่อหลอมด้วยมาตรฐานใน 4 มิติหลัก ดังนี้
- การกำกับดูแลเอไอ (AI Governance) ที่จับต้องได้ เมื่อเอไอมีความสามารถใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น มาตรฐานสากลอย่าง ISO/IEC 42001 (ระบบการจัดการปัญญาประดิษฐ์) จึงกลายเป็นเครื่องมือชิ้นเอก องค์กรต่างๆ ทั่วโลกจะต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงเอไอที่ชัดเจน มีการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานภายนอก (Third-party Certification) เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า อัลกอริทึมที่อยู่เบื้องหลังระบบต่างๆ จะไม่มีอคติ ไม่ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว และมีมนุษย์ควบคุมเสมอ
- โครงสร้างพื้นฐานแห่ง “ความไว้วางใจทางดิจิทัล” (Digital Trust) ในปี 2569 นี้ มาตรฐานได้รับการยกระดับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งความไว้วางใจ ความไว้วางใจทางดิจิทัลไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบเดิมอีกต่อไป แต่รวมไปถึงระบบระบุตัวตนดิจิทัล การจัดการข้อมูลข้ามพรมแดน และการสร้าง “พาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล” เพื่อให้ทุกการทำธุรกรรมและการส่งผ่านข้อมูลบนโลกออนไลน์มีความโปร่งใสตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
- จุดเปลี่ยนของเอไอกับความยั่งยืน (Green AI & Sustainability) อีกหนึ่งประเด็นที่ท้าทายคือฟุตพริ้นท์ทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) ของตัวเอไอเอง เนื่องจากการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ของเอไอต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรมหาศาล มาตรฐานสากลยุคใหม่จึงหันมาเน้นที่การวัดผลและรายงานการปล่อยคาร์บอนของระบบคอมพิวเตอร์และศูนย์ข้อมูลเพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน
- การเปิดตลาดเสรีผ่านมาตรฐานที่มีความสามารถในการใช้ร่วมกัน (Interoperability)ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โลกที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ “เทคโนโลยีแยกค่าย” ซึ่งทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจสูงขึ้นจากการต้องทดสอบและรับรองซ้ำซ้อน มาตรฐานสากลของ ISO และ IEC จึงทำหน้าที่เป็นระบบกลางที่ช่วยให้เทคโนโลยีจากซีกโลกหนึ่งสามารถทำงานร่วมกับอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคอาเซียนที่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจถึง 5 ฉบับเพื่อพัฒนาและยึดโยงมาตรฐานเอไอและคาร์บอนเครดิตให้เป็นเนื้อเดียวกัน
ส่งต่ออนาคตให้ “ผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่”
ความน่าสนใจอีกประการของการประชุมครั้งนี้คือ การเปิดพื้นที่ในกิจกรรม Young Professionals Workshop โดยผู้นำระดับสูงของ ISO ได้ร่วมระดมสมองกับผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่จากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพราะคนรุ่นใหม่เหล่านี้คือกลุ่มคนที่จะต้องใช้ชีวิต ทำงาน และเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีเอไอ การให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด “กติกาโลก” ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นหลักประกันว่ามาตรฐานสากลจะมีความยืดหยุ่น ทันโลก และตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง
มาตรฐานสากลเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนทุกคน
ท้ายที่สุด มาตรฐาน ISO ด้านเอไอและเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน มาตรฐานเหล่านี้คือสิ่งที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่า แพทย์ที่ใช้เอไอวินิจฉัยโรคให้เราจะสามารถใช้ระบบที่มีความแม่นยำสูง รถยนต์ไร้คนขับที่วิ่งบนท้องถนนจะมีความปลอดภัย และข้อมูลส่วนบุคคลของเราจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย มาตรฐานสากลจึงเปรียบเสมือน “เกราะคุ้มกัน” ที่มองไม่เห็นซึ่งสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัย และความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภคทั่วโลกท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้ง
หากท่านสนใจข้อมูลองค์ความรู้หรือขอรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือมาตรฐานอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ฝ่ายรับรองระบบ โทรศัพท์ 026171723 – 36 Email: [email protected]
ที่มา:
1. https://www.facebook.com/isostandards
2. https://shorturl.at/se6xq
166 ผู้เข้าชมทั้งหมด







